วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

คนรวยเลือกที่จะได้รับเงินตามผลงาน
คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน
คุณ เคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า "ไปโรงเรียน เรียนให้ได้เกรดดีๆ หางานดีๆทำ หางานที่มีเงินเดือนประจำ ตรงต่อเวลา ทำงานหนัก...แล้วคุณจะมีชีวิตที่มีความสุขตลอดไป" บ้างไหมครับ?

ผมจะ ไม่เสียเวลาหาเหตุผลมาหักล้างคำแนะนำนี้ทั้งหมดหรอกนะครับ เพราะคุณสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง ลองดูจากประสบการณ์ของตัวเองหรือคนรอบตัวคุณก็ได้

แต่สิ่งที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกับคุณในที่นี้คือเรื่องเงินเดือน "ประจำ"

การ ได้รับเงินเดือนประจำนั้นไม่มีอะไรผิดหรอก มันแค่ลดประสิทธิภาพในการหาเงินให้ได้ตามศักยภาพสูงสุดของคุณ นั่นแหละปัญหา และมักจะเป็นปัญหาสำหรับคนส่วนใหญ่ด้วย

ความมั่นคงเช่นนี้ต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่าง และสิ่งนั้นก็คือ "ความมั่งคั่ง"

การใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคงไม่ต่างจากการใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความกลัว สิ่งที่คุณคิดจริงๆก็คือ "ฉัน กลัวว่าจะไม่สามารถหาเงินได้พอยาไส้ถ้าต้องพิจารณาจากความสามารถในการทำงาน ดังนั้นฉันจะขอรับเงินแค่ให้พออยู่รอดหรืออยู่ได้อย่างไม่ลำบากก็พอ"

คนรวยชอบที่จะรับเงินตามผลงานของพวกเขามากกว่า ในโลกของการเงิน จำนวนผลตอบแทนมักสมน้ำสมเนื้อกับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับเสมอ

คน รวยเชื่อในตัวเอง พวกเขาเชื่อในคุณค่าและความสามารถในการสร้างคุณค่าของตัวเอง ขณะที่คนจนไม่เชื่อ นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาต้องการ "หลักประกัน"

คน จนแลกเวลากับเงิน กลยุทธ์นี้มีปัญหาเพราะเวลาของคุณมีอยู่อย่างจำกัด นั่นหมายความว่าคุณกำลังแหกกฎแห่งความมั่งคั่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งระบุว่า "อย่าให้มีเพดานจำกัดรายได้ของคุณ" ถ้าคุณเลือกรับเงินตามเวลาที่คุณใช้ในการทำงาน เท่ากับคุณกำลังทำลายโอกาสไปสู่ความมั่งคั่งของตัวคุณเอง

สมมุติว่า คุณอยู่ในธุรกิจขายปากกา มีลูกค้าโทรสั่งซื้อปากกา 50,000 ด้าม ในกรณีนี้ คุณจะทำอย่างไร? คุณก็แค่โทรไปหาผู้ผลิต สั่งปากกามา 50,000 ด้าม และก็ส่งขาย แล้วก็นั่งนับกำไรอย่างเป็นสุข ในทางกลับกัน สมมุติว่าคุณเป็นนักนวดเพื่อการบำบัด และมีลูกค้า 50,000 คนต่อแถวอยู่นอกประตูรอให้คุณนวด คุณจะทำอย่างไร? ถึงเวลานั้น คุณคงจะตีอกชกหัวตัวเองที่ไม่เลือกทำธุรกิจปากกาตั้งแต่แรก

ผมพบ ว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดแหง็กอยู่กับการเป็นมนุษย์เงินเดือน คือผู้ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาตั้งแต่เด็กว่า วิธีนี้คือหนทาง "ปกติ" ในการทำมาหากิน

พ่อแม่ส่วนใหญ่เป็นห่วงและปกป้องลูกมากจนเกินไป จึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาอยากให้ลูกๆ มีชีวิตที่มั่นคง ดังเช่นที่คุรอาจเคยมีประสบการณ์มาแล้ว งานใดๆก็ตามที่ไม่มีเงินเดือนประจำมักทำให้พ่อแม่ทักท้วงว่า "เมื่อไหร่ลูกจะหางานหาการทำจริงๆ จังๆ ซะที?"

ผมจำได้ว่า เมื่อพ่อแม่ผมถามผมแบบนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ผมตอบไปว่า "ไม่มีวันนั้นหรอกครับ!" แม่ผมฉุนจัดทีเดียว แต่พ่อผมพูดออกมาว่า "ดี แล้วล่ะลูก ลูกไม่มีทางรวยได้หรอกถ้ารอรับเงินเดือนจากคนอื่น ถ้าลูกจะหางานทำ ก็ขอให้รับค่าจ้างเป็นเปอร์เซนต์ ไม่อย่างนั้นก็ทำงานของตัวเอง!"

ผมก็ขอสนับสนุนให้คุณทำงาน "ของตัวเอง" เช่นกัน สร้างธุรกิจของตัวเอง ทำงานรับค่าคอมมิสชั่น รับค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซนต์จากรายได้หรือผลกำไรของบริษัท หรือเลือกรับเป็นหุ้น

ไม่ว่าคุณจะเลือกอะไร ขอให้แน่ใจว่าคุณปูทางไปสู่การรับค่าตอบแทนตามผลงาน


โดย ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าทุกๆคนควรจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแบบเต็มตัวหรือพาร์ตไทม์ก็ตาม เหตุผลประการแรกคือ เศรษฐีเงินล้านส่วนมากล้วนร่ำรวยขึ้นมาจากการทำธุรกิจของตัวเอง

แล้ว อีกอย่าง เป็นเรื่องยากที่จะร่ำรวยขึ้นมาได้เมื่อมีเจ้าหน้าที่ด้านภาษีของรัฐตั้ง หน้าตั้งตารับส่วนแบ่งเกือบครึ่งของทุกเม็ดเงินที่คุณหามาได้ แต่ถ้าคุณ มีบริษัทของตัวเอง คุณสามารถประหยัดเงินได้ไม่ใช่น้อย ด้วยการนำค่าใช้จ่ายต่างๆไปขอลดหย่อนภาษี แค่เหตุผลนี้เพียงข้อเดียว การมีธุรกิจเป็นของตัวเองก็คุ้มค่าน่าลองแล้ว

ท้ายที่สุดแล้ว หนทางเดียวที่จะมีรายได้ที่สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของตัวคุณเอง คือ การเลือกที่จะรับค่าตอบแทนตามผลงาน ขอย้ำอีกครั้ง ด้วยคำพูดของพ่อที่ประทับใจผมที่สุด

"ลูกไม่มีทางรวยได้หรอกถ้ารอรับเงินเดือนจากคนอื่น ถ้าลูกจะหางานทำก็ขอให้รับค่าจ้างเป็นเปอร์เซนต์ ไม่อย่างนั้นก็ทำงานของตัวเอง!"

คนรวยเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม
คนจนเป็นผู้รับที่ยอดแย่
ถ้า จะให้ผมฟันธงถึงสาเหตุอันดับหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถบรรลุศักยภาพสูงสุด ทางการเงินของตัวเองได้ ผมก็จะขอบอกว่า คนส่วนใหญ่เป็น "ผู้รับ" ที่แย่ เขาอาจเป็นผู้ให้ที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่ที่แน่ๆคือ พวกเขาเป็นผู้รับที่แย่ และเพราะพวกเขารับได้แย่ พวกเขาจึงเลือกที่จะไม่รับ!

คนเรามีปัญหา กับการเป็นผู้รับด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกเลยคือ หลายคนรู้สึกว่าตนเองด้อยค่าหรือไม่คู่ควร อาการของโรคนี้แพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในสังคมของเรา

ผมขอเดาว่ากว่า 90% ของประชากรโลกต่างมีความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่ดีพอวิ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด

แต่ สิ่งสำคัญคือ คุณต้องตระหนักไว้ว่า ความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างฐานะและจากมุมมองทาง การเงิน มันอาจเป็นแรงกระตุ้นอย่างดีเสียด้วยซ้ำ

ความ รู้สึกว่าตัวเองมีค่าหรือไม่ ล้วนเป็น "เรื่องราว" ที่เราสร้างขึ้นเอง ก็อย่างที่บอกไปแล้ว ไม่มีสิ่งใดมีความหมายหรอก นอกจากความหมายที่เรามอบให้มันเอง

ไม่ มีใครเดินเข้ามาประทับตรา "มีค่า" หรือ "ไร้ค่า" บนตัวคุณได้หรอก คุณเองนั่นแหละที่เป็นคนทำ คุณสร้างมันขึ้นมาเอง คุณเป็นคนตัดสินเอง คุณคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนดว่าคุณจะมีค่าหรือไม่ มันเป็นมุมมองของคุณ

ถ้าอย่างนั้น ทำไมคนเราถึงทำกับตัวเองอย่างนี้? ทำไมคนเราต้องสร้างเรื่องขึ้นมาว่าตัวเองไร้ค่า? มันเป็นธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ ซึ่งมีระบบป้องกันตัวเองที่จ้องแต่จะหาสิ่งผิดปกติ คุณสังเกตุไหมว่าพวกกระรอกไม่ต้องกังวลกับเรื่องเหล่านี้เลย? คุณพอจะนึกภาพกระรอกบอกกับตัวเองว่า "ฉันจะไม่สะสมลูกนัทเตรียมไว้สำหรับหน้าหนาวในปีนี้ให้มากนักเพราะฉันมันไร้ ค่า" ได้ไหม คงเป็นไปได้ยากหน่อย

เพราะ สัตว์ที่มีระดับสติปัญญาต่ำไม่เคยทำเรื่องแบบนั้นกับตัวเอง มีแต่สัตว์โลกที่มีวิวัฒนาการล้ำหน้าอย่างมนุษย์เท่านั้นแหละที่สามารถตั้ง ข้อจำกัดให้กับตนเองได้

หนึ่งในคติพจน์ของผมคือ "ถ้าต้นโอ๊กสูงร้อยฟุตมีความคิดและจิตใจเหมือนมนุษย์ มันก็คงจะสูงได้เพียงสิบฟุต!"

คำ แนะนำของผมก็คือ เนื่องจากการแต่งเรื่องของคุณขึ้นมาใหม่นั้นง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงความ รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า จงเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนเรื่องราวของคุณแทน มันได้ผลรวดเร็วและแน่นอนกว่ากันมาก ลองสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ที่ส่งเสริมตัวคุณเองและดำเนินชีวิตไปตามนั้น

โลกนี้มี เงินอยู่มากมาย นับล้านล้านดอลลาร์ มันมีอยู่ล้นเหลือและต้องไหลไปที่ไหนสักแห่ง และเมื่อมีคนไม่เต็มใจรับส่วนแบ่งของเขาหรือเธอ เงินส่วนนั้นก็ต้องตกไปเป็นของคนที่เต็มใจจะรับ

ผมจะสอนบทสวดภาวนาพิเศษที่ผมคิดขึ้น มันอาจดูเหมือนเรื่องเล่นๆ ก็จริง แต่บทเรียนที่ได้รับนั้นสำคัญยิ่ง บทสวดมีดังนี้

"ข้า แต่สวรรค์เบื้องบน...หากใครมีโอกาสได้รับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่พวกเขาไม่เต็มใจที่จะรับ โปรดส่งมันมาให้ฉันแทนด้วยเถอะ! ฉันเปิดกว้างและยินดีรับพรทุกประการจากท่าน ขอบคุณ"

ถ้า คุณมีวิธีหาเงินให้ได้มากๆ ก็จงมีเงินให้มากๆ เข้าไว้ สร้างฐานะให้ร่ำรวยแล้วช่วยเหลือคนที่ไม่มีโอกาสเหมือนอย่างคุณ ซึ่งนั่นฟังดูมีเหตุผลมากกว่าการเป็นคนถังแตกและไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ เลย

เมื่อคุณเปิดกว้างต่อการรับอย่างแท้จริง ชีวิตในด้านอื่นๆ ของคุณก็จะเปิดกว้างไปด้วยโดยปริยาย หลักการอีกข้อที่ผมใช่บ่อยๆก็คือ "วิธีที่คุณจัดการกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือวิธีที่คุณจัดการกับทุกๆ เรื่อง"

เมื่อ คุณกลายเป็นผู้รับเงินที่ยอดเยี่ยม คุณก็จะเป็นผู้รับที่ดีในทุกด้าน...และเปิดรับทุกอย่างที่สวรรค์ประทานมาให้ ในทุกๆ ด้านของชีวิต

สิ่งเดียวที่คุณต้องจำไว้ก็คือ การกล่าวคำว่า "ขอบคุณ" ทุกครั้งที่คุณได้รับพรอันประเสริฐทั้งหลาย


คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก
คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
คน จนพยายามทำแทบทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา พวกเขาเห็นปัญหาแล้วก็รีบวิง่หนี เรื่องน่าขันคือ การหลบเลี่ยงปัญหากลับทำให้พวกเขาต้องเผชิญปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด นั่นคือ การสิ้นเนื้อประดาตัวและความทุกข์ยาก

เคล็ดลับความสำเร็จไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา สิ่งที่คุณต้องทำคือ การพัฒนาตัวเองให้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าทุกๆปัญหา

ไม่ ว่าคุณจะรวยหรือจน ทำตัวยิ่งใหญ่หรือเล็กกระจิ๋ว จำไว้ว่าปัญหาไม่มีทางหายไปเองหรอก ถ้าคุณยังมีลมหายใจ คุณจะต้องเจอเจ้าสิ่งที่เรียกว่าปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตเสมอ

ขนาดของปัญหาไม่ใช่เรื่องสำคัญ...สิ่งที่สำคัญคือขนาด (ใจ) ของตัวคุณเองต่างหาก!

ถ้าคุณมีปัญหาในชีวิต นั่นหมายความว่าคุณกำลังทำตัวเล็กกระจ้อยร่อย

อย่า ปล่อยให้รูปลักษณ์ภายนอกหลอกตา โลกภายนอกของคุณเป็นเพียงภาพสะท้อนของโลกภายในตัวคุณ ถ้าคุณอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร จงเลิกให้ความสำคัญกับขนาดของปัญหา แล้วหันมาให้ความสำคัญกับขนาดของตัวคุณเองแทน!

ยิ่งคุณ สามารถรับมือกับปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถจัดการกับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น ยิ่งคุณสามารถรับผิดชอบได้มากแค่ไหน คุณก็จะบริหารลูกน้องได้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคุณสามารถดูแลลูกค้าได้มากเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถดูแลเรื่องเงินๆทองๆได้มากขึ้นเท่านั้น และในที่สุด คุณก็จะรับมือกับความมั่งคั่งได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ก็อีกเช่นเคย ความมั่งคั่งจะเพิ่มพูนได้ถึงระดับที่คุณเติบโตเท่านั้น! คุณ จึงควรตั้งเป้าหมายการพัฒนาตนเองให้ถึงจุดที่คุณสามารถจัดการกับปัญหาหรือ อุปสรรคในการสร้างฐานะ และรักษาระดับความมั่งคั่งไว้ได้เมื่อคุณร่ำรวยขึ้นมา

คนที่จนและไม่ ประสบความสำเร็จจะจมอยู่กับปัญหา พวกเขาเสียเวลาและพลังงานไปกับความรู้สึกหงุดหงิดและการพร่ำบ่น อย่าว่าแต่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีกเลย พวกเขาแทบไม่เคยสร้างสรรค์วิธีการใดๆ เพื่อแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

คน รวยไม่ถอยหนีจากปัญหา ไม่หลีกเลี่ยงปัญหา และไม่บ่นถึงปัญหา คนรวยเป็นนักรบทางการเงิน ซึ่งเราให้คำจำกัดความว่า "ผู้ที่สามารถพิชิตใจตนเองได้"


คนรวยเต็มใจโปรโมทตัวเองและคุณค่าของตัวเอง
คนจนมองการขายและโปรโมชั่นในแง่ลบ
การมีอคติต่อแผนส่งเสริมการขายเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญสู่ความสำเร็จ คนที่มีทัศนคติด้านลบต่อการขายและโปรโมชั่นมักเป็นคนถังแตก

แน่ นอนที่สุด คุณจะสร้างรายได้จำนวนมหาศาลได้อย่างไรถ้าคุณไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวคุณ ผลิตภัณฑ์ของคุณหรือบริการของคุณมีอยุ่ในท้องตลาด?

คนเรามีอคติกับโปรโมชั่นหรือการขายด้วยเหตุผลที่หลากหลาย เป้นไปได้ว่าปัญหาของคุณอาจคล้ายคลึงกับข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายๆข้อต่อไปนี้

ข้อแรก คุณอาจเคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีตกับคนที่พยายามขายสินค้าให้คุณอย่างไม่เหมาะสม

บาง ที่คุณอาจรู้สึกว่าเขากำลังขายของให้คุณแบบ "ยัดเยียด" บางทีพวกเขาอาจมารบกวนคุณแบไม่ถูกกาละเทศะ บางทีพวกเขาอาจไม่ยอมรับการปฏิเสธจากคุณ

แต่ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือคุณต้องตระหนักว่าประสบการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในอดีตและการยึด ติดอยู่กับมันอาจไม่ส่งผลดีต่อคุณในวันนี้

ข้อ สอง คุณอาจเคยประสบเหตุการณ์ที่บั่นทอนกำลังใจคุณอย่างรุนแรง เมื่อคุณพยายามขายอะไรก็ตามให้ใครสักคน แล้วถูกเขาคนนั้นปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

ใน กรณีนี้ ความรู้สึกไม่ชอบโปรโมชั่นของคุณเป็นเพียงภาพสะท้อนของความกลัวการล้มเหลว และการถูกปฏิเสธ จงเตือนตัวเองอีกครั้งว่า อดีตไม่จำเป็นต้องเหมือนปัจจุบันเสมอไป

ข้อสาม ปัญหาของคุณอาจมีต้นตอมาจากการถูกอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็ก เราหลายคนถูกสอนมาว่า "การยกหางตัวเอง" เป็นเรื่องไม่สมควร

ถ้า คุณหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนางงามารยาทดี คำสอนดังกล่าวก็อาจจะใช้ได้อยู่หรอก แต่ในโลกแห่งความจริง ในเรื่องธุรกิจและเงินๆ ทองๆ ถ้าคุณไม่ยกหางตัวเอง ผมรับประกันได้เลยว่าไม่มีใครมาช่วยยกให้คุณหรอก

คนรวยยินดีเชิดชูคุณความดีและคุณค่าของตัวเองให้ใครก็ตามที่อยากฟังและหวังว่าจะได้ทำธุรกิจร่วมกับพวกเขา

และท้ายที่สุด ยังมีคนอีกจำพวกที่รู้สึกว่าโปรโมชั่นนั้นไม่คู่ควรกับพวกเขา

คน ที่มีทัศนคติเช่นนี้จะรู้สึกว่าถ้าคนอื่นอยากได้ในสิ่งที่คุณมี พวกเขาก็น่าจะค้นหาและเป็นฝ่ายเข้ามาหาคุณเอง คนที่เชื่อแบบนี้ถ้าไม่สิ้นเนื้อประดาตัวก็คงจะถังแตกในไม่ช้าแน่นอน

ความ เป็นจริงคือโลกเรานั้นอัดแน่นไปด้วยสินค้าและบริการมากมาย และถึงแม้สิ้นค้าหรือบริการของเขาจะดีเลิศที่สุดในโลก แต่ไม่มีใครรู้หรอกเพราะเขาหยิ่งเกินกว่าจะอ้าปากบอกใคร

คน รวยมักเป็นผู้นำ และผู้นำที่ยิ่งใหญ่ล้วนแต่เป็นนักโปรโมทที่ยอดเยี่ยม การเป็นผู้นำย่อมต้องมีผู้ตามและผู้สนับสนุน นั่นหมายความว่าคุณต้องช่ำชองด้านการขาย การสร้างแรงบันดาลใจ และการจูงใจให้ผู้คนเชื่อในวิสัยทัศน์ของคุณ

ผู้นำสามารถทำเงินได้มากกว่าผู้ตามอย่างมหาศาล

ส่วนใหญ่แล้ว คนที่ต่อต้านการโปรโมทคือคนที่ไม่ยอมเชื่อในสินค้าของตัวเอง หรือไม่เชื่อในตัวพวกเขาเองอย่างแท้จริง

ถ้า คุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณสามารถช่วยคนอื่นได้อย่างแท้จริง หน้าที่ของคุณก็คือการบอกให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้รับรู้ และวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณช่วยเหลือคนอื่นได้เท่านั้น แต่คุณยังจะร่ำรวยอีกด้วย!


คนรวยคบหาสมาคมกับคนที่มองโลกในแง่ดีและประสบความสำเร็จ
คนจนขลุกอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือไม่ประสบความสำเร็จ
คนที่ประสบความสำเร็จจะมองความสำเร็จของผู้อื่นเป็นเครื่องสร้างกำลังใจให้ตัวเอง เป็นต้นแบบในการเรียนรู้

พวกเขาจะบอกตัวเองว่า "ถ้าพวกเขาทำได้ ฉันก็ทำได้"

คน รวยรู้สึกขอบคุณที่คนอื่นๆ ประสบความสำเร็จล่วงหน้าไปก่อน เพราะพวกเขาจะได้มีแผนที่ไว้สำหรับเดินตามรอยทางสู่ความสำเร็จ ซึ่งง่ายกว่าการที่พวกเขาต้องลองผิดลองถูกเองทั้งหมด หลักการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลพร้อมให้ทุกคนหยิบไปประยุกต์ใช้กับ ตัวเองแล้ว

ตรงกันข้ามกับคนรวย เมื่อคนจนได้ยินเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่น พวกเขามักตัดสิน วิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียน และพยายามดึงคนเหล่านั้นลงมาอยู่ในระดับเดียวกัน คุณรู้จักคนประเภทนี้บ้างไหม?

แทบทุกคนถามคำถามเดียวกัน "ถ้าคนใกล้ชิดของเราไม่ยอมพัฒนาตัวเองแถมยังฉุดเราให้ต่ำลงด้วยล่ะ?"

คำตอบที่ผมมอบให้ประการแรกคือ อย่าเสียเวลาชักจูงคนที่มองโลกในแง่ร้ายให้เปลี่ยนแปลงตนเองหรือชวนเขามาร่วมสัมมนาด้วย

มัน ไม่ใช่หน้าที่ของคุณ หน้าที่ของคุณคือการใช้สิ่งที่คุณได้เรียนรู้มาปรับปรุงตัวเองและชีวิตคุณ ให้ดีขึ้น จงทำตัวเป็นแบบอย่าง จงประสบความสำเร็จและมีความสุข...บางที...ผมขอย้ำว่าบางที...เขาอาจเห็นแสง สว่าง (ในตัวคุณ) และต้องการมันบ้าง

ข้อ สอง ผมอยากให้คุณจำหลักการสำคัญอีกข้อหนึ่งให้ขึ้นใจ "ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง และเหตุผลนั้นก็มีไว้เพื่อสนับสนุนฉัน"

ใช่ มันยากมากที่จะคิดอะไรในแง่ดีและมีสติดเมื่อถูกรายล้อมด้วยผู้คนที่คิดไม่ดีและสถานการณือันเลวร้าย แต่นั่นคือบททดสอบ!

เหมือน เหล็กที่ย่อมกล้าแกร่งขึ้นเมื่อผ่านเปลวไฟ ถ้าคุณจริงจังกับจุดมุ่งหมายขณะที่คนรอบตัวเฝ้าแต่กังขาหรือแม้กระทั่งส่ง เสียงคัดค้าน คุณก็จะยิ่งก้าวไปได้อย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น

"ไม่มีสิ่งใดมีความหมายนอกจากความหมายที่เรามอบให้มันเอง"

ใน ความคิดของผม โลกนี้มีคนกว่าหกพันสามร้อยล้านคน แล้วเรื่องอะไรผมจะต้องมานั่งจมปลักกับคนที่คอยบั่นทอนกำลังของผมอยู่ตลอด เวลา ถ้าพวกเขาไม่ฉุดตัวเองขึ้นมา ผมก็ขอก้าวต่อไป!

"สิ่ง สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณรู้อะไร แต่อยู่ที่คุณรู้จักใครต่างหาก" ดังนั้นผมขอบอกคุณไว้เลยว่า "ถ้าคุณอยากจะบินกับฝูงอินทรี อย่าไปว่ายน้ำกับฝูงเป็ด!"

คนรวยชอบคบหากับผู้ชนะ คนจนคลุกคลีกับผู้แพ้ ทำไม? มันเป็นเรื่องของความสบายใจ คนรวยสบายใจที่ได้คบหากับผู้ที่ประสบความสำเร็จคนอื่นๆ พวกเขารู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันมีคุณค่า คนจนจะรู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ใกล้ผู้ประสบความสำเร็จมากๆ พวกเขากลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับหรือไม่ก็รู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทาง ดังนั้น เพื่อปกป้องตัวเอง ตัวตนของพวกเขาจึงเลือกที่จะตัดสินและวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่ประสบความสำเร็จ คนอื่นๆ

ถ้าคุณอยากร่ำรวย คุณต้องปรับปรุงแผนผังการเงินภายในหัวคุณให้เชื่อออกมาจากสุดขั้วหัวใจว่า คุณเองก็มีดีไม่น้อยไปกว่าเศรษฐีเงินล้านพวกนั้นเลย

แทนที่จะเย้ยหยันคนรวย จงเอาพวกเขาเป็นแบบอย่าง แทนที่จะหลบหน้าจากคนรวย จงเข้าไปทำความรู้จัก

จงพูดว่า "ถ้าพวกเขาทำได้ ฉันก็ทำได้"













คนรวยชื่นชมผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จคนอื่นๆ
คนจนชิงชังผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ
คุณ ต้องตระหนักว่า ถ้าคุณเห็นคนรวยเป้นคนเลวไม่ว่าจะในเรื่องใด ด้านใด หรือรูปแบบใดก็ตาม และคุณอยากจะเป็นคนดี คุณก็ไม่มีทางร่ำรวยได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ คุณจะเป็นในสิ่งที่คุณจงเกลียดจงชังได้อย่างไร?


ความ ขุ่นเคืองและความโกรธแค้นที่คนจนหลายคนมีต่อคนรวยช่างรุนแรงจนน่าแปลกใจ ดูราวกับพวกเขาเชื่อว่าคนรวยเป็นตัวการที่ทำให้พวกเขายากจน "ใช่เลยถูกต้องที่สุด คนรวยกอบโกยเงินไปหมด มันก็เลยไม่มีเหลือตกมาถึงฉัน" แน่ล่ะ นี่มันบทพูดของพวกสวมบทผู้ถูกกระทำชัดๆ

ความ คิดและความเห็นไม่มีดีหรือเลว ไม่มีถูกหรือผิดหรอกเมื่อมันผุดขึ้นในหัวคุณ แต่มันสามารถส่งเสริมหรือบั่นทอพลังที่จะนำคุณไปสู่ความสุขและความสำเร็จได้

คุณ รวยได้โดยไม่ต้องเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ เพียงแต่คุณต้องรู้เท่าทันเมื่อความคิดของคุณเริ่มไม่เสริมพลังให้กับตัวเอง หรือคนอื่น แล้วรีบปรับความคิดให้เป็นไปในแง่บวกมากขึ้น

นี่เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ Acres of Dismonds ของ รัสเซล เอช คอนเวลล์ ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีแล้ว

"ใน การเทศนานั้นพวกเราสอนให้ทุกคนต่อต้านความโลภ...และเรียกสิ่งนั้นว่า "เงินสกปรก" กันอย่างติดปาก จนชาวคริสเตียนเข้าใจว่า การมีเงินเป็นเรื่องเลวร้ายไม่ว่าจะสำหรับใครหน้าไหนก็ตาม

แต่แท้จริงแล้วเงินคืออำนาจ และคุณควรมีความทะเยอทะยานในระดับที่เหมาะสมเพื่อให้ได้มันมาครอบครอง

คุณ ควรมีเงิน เพราะถ้ามีเงิน คุณสามารถสร้างสรรค์ความดีได้มากกว่าถ้าคุณไม่มีเงิน เงินใช้พิมพ์ไบเบิ้ล เงินใช้สร้างโบสถ์ เงินใช้ส่งนักสอนศาสนาไปยังที่ต่างๆ และจ่ายเงินเดือนให้นักเทศน์...ดังนั้นผมขอยืนยันว่า คุณควรมีเงิน

ถ้า คุณสามารถสร้างฐานะอันมั่งคั่งได้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต...นั่นย่อมหมาย ถึงพระผู้เป็นเจ้าได้มอบหมายหน้าที่นี้ให้แก่คุณ ผู้ที่เคร่งศาสนามีความเชื่อที่ผิดมหันต์ที่คิดว่า คุณจะต้องยากจนข้นแค้น คุณจึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม"

หนึ่งในปรัชญาที่เป็นแนวทางในการใช้ชีวิตของผมมาจากสุภาษิตฮูน่าโบราณ ซึ่งเป็นคำสอนดั้งเดิมของผู้เฒ่าชาวฮาวายนั่นคือ "จงสรรเสริญในสิ่งที่คุณต้องการ"


คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส
คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค
คนจนตัดสินใจโดยยึดติดกับความกลัว
ในทุกสถานการณ์สมองของพวกเขาจะเฟ้นหาแต่ข้อผิดพลาดหรือสิ่งที่อาจกลายเป็น เรื่องผิดพลาด ความคิดหลักๆในหัวของพวกเขาคือ "แล้วถ้ามันไม่ได้ผลล่ะ?" หรือที่บ่อยครั้งกว่านั้นคือ "มันไม่ได้ผลหรอก"

ชนชั้นกลางมองโลกในแง่ดีกว่าหน่อย พวกเขาชอบคิดว่า "ฉันหวังว่ามันจะได้ผลนะ"

ส่วน คนรวย พวกเขารับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในชีวิตของตัวเอง และทำสิ่งต่างๆ ด้วยความคิดในทำนองที่ว่า "มันต้องได้ผลแน่เพราะฉันจะทำให้มันได้ผล"

คนรวยคาดหวังความสำเร็จ พวกเขาเชื่อมั่นในความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง

ยิ่งรางวัลตอบแทนมีค่ามากเท่าไหร่ คุณก็ต้องยอมเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากคนรวยมองเห็นโอกาสตลอดเวลา พวกเขาจึงเต็มใจที่จะเสี่ยง

คนรวยเชื่อว่าถ้าเกิดเรื่องเลวร้ายจนกระทั่งย่ำแย่ถึงขีดสุด พวกเขาก็มีวิธีหาเงินกลับคืนมาได้เสมอ

ใน ทางกลับกันคนจนคาดหวังแต่ความล้มเหลว พวกเขาขาดความเชื่อมั่นในตัวเองและความสามารถของพวกเขา คนจนเชื่อว่าถ้าสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด นั่นหมายถึงหายนะ และเนื่องจากพวกเขามักมองเห็นแต่อุปสรรค พวกเขาจึงมักไม่ยอมเสี่ยง และเมื่อไม่ยอมเสี่ยง พวกเขาก็ไม่ได้รับรางวัลตอบแทน

แม้คนจนจะ อ้างว่าตนเองกำลังเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโอกาส สิ่งที่พวกเขาทำจริงๆก็คือ การนั่งเฉย พวกเขากลัวจนหัวหด เอาแต่กระแอมไอ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเป็นปีๆ และเมื่อถึงเวลานั้น โอกาสก็หายสาบสูญไปแล้ว

ประเด็น ก็คือ ไม่มีทางที่โชค...หรือสิ่งอื่นใดที่มีค่า...จะมาถึงตัวคุณได้เลยถ้าคุณไม่ลง มือทำการใดๆ หากต้องการความสำเร็จทางการเงิน คุณต้องทำอะไรบางอย่าง

กุญแจสำคัญอีกอย่างคือ คนรวยให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ ส่วนคนจนให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการอีกเช่นเคย

กฎครอบจักรวาลระบุว่า "สิ่งที่คุณให้ความสนใจจะยิ่งเพิ่มขยายผล"

เพราะ คนรวยให้ความสนใจกับโอกาสในทุกสถานการณ์ พวกเขาจึงได้รับโอกาสมากมาย ตรงข้ามกับคนจน เพราะคนจนให้ความสนใจกับอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำสิ่งใดก็ตาม พวกเขาจึงได้รับแต่อุปสรรค

จงให้ความสนใจกับโอกาส แล้วคุณก็จะได้รับโอกาส

ชีวิต คุณไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว คุณไม่ควรใช้เวลาทั้งชีวิตเฝ้าดับไฟ คนที่ทำอย่างนั้นคือคนที่ก้าวถอยหลัง! คุณควรใช้เวลาและพลังที่มีไปกับการคิดและลงมือทำ ก้าวอย่างมั่นคงไปข้างหน้า ไปสู่เป้าหมายของคุณ

ถ้าคุณอยากรวยจงมุ่งความสนใจไปที่การหาเงิน การเก็บเงิน และการลงทุน ถ้าคุณอยากจน จงมุ่งความสนใจไปที่การใช้เงิน

มัน เป็นเรื่องเหลวไหลถ้าจะคิดว่าคุณสามารถล่วงรู้ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มันเป็นเรื่องหลอกลวงถ้าจะเชื่อว่าคุณสามารถเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ ที่อาจเกิดขึ้นในภายหน้าและป้องกันตนเองได้ คุณรู้ไหมว่าในจักรวาลนี้ไม่มีเส้นตรง? ชีวิตก็ย่อมไม่ได้ดำเนินไปตามเส้นที่ตรงสุดๆเช่นเดียวกัน มันเคลื่อนที่ไปเหมือนสายน้ำที่คดเคี้ยว บ่อยครั้ง คุณสามารถเห็นได้เพียงหัวโค้งข้างหน้า และเมื่อคุณไปถึงหัวโค้งนั้นแล้วนั่นแหละ คุณจึงจะเห็นทางโค้งอื่นๆ ที่ทอดรออยู่

ผมมีคำขวัญประจำใจว่า "การลงมือทำดีกว่าการไม่ลงมือทำ"

คน รวยกล้าเริ่มต้น พวกเขาเชื่อว่าเมื่อพวกเขาร่วมเล่นเกมแล้ว พวกเขาจะสามารถใช้ไหวพริบตัดสินใจได้ในทุกขณะ พร้อมทั้งแก้ไขถูกผิด และปรับหางเสือขณะแล่นเรือไปตามทาง

คนจนไม่เชื่อมั่นใน ตัวเองหรือความสามารถของตน ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าจะต้องรู้ทุกๆอย่างล่วงหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่ยอมเปิดฉากลุยเสียที!

คนจนเอา แต่บอกตัวเองว่า "ฉันจะไม่ทำอะไรทั้งนั้นจนกว่าจะรู้ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด และรู้อย่างแน่ชัดว่าจะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร" ดังนั้น พวกเขาจึงไม่มีทางลงมือทำอะไร และกลายเป็นฝ่ายแพ้เสมอ

คนรวยมองเห็นโอกาส กระโจนใส่มัน และร่ำรวยยิ่งขึ้น แล้วคนจนล่ะ มัวทำอะไรอยู่? พวกเขาก็ยัง "เตรียมตัว" อยู่น่ะสิ!