วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

SEO (Search Engine Optimization)

ขั้นตอนการทำ SEO ขั้นที่ 1 วิเคราะห์คู่แข่งและเลือกคีย์เวิร์ด



  


          ก่อนที่จะลงในเนื้อหา ขั้นตอนนี้ ผมจะพูดถึงเรื่อง SEO (Search Engine Optimization) กันก่อนนะครับ เผื่อมีบางคนหลงทางมาเจอ จะได้รู้ว่า SEO มันคืออะไร สำคัญยังไง ทำไมต้องทำ SEO ทำไมมีคนกล่าวถึงกันมากเหลือเกิน (ในกลุ่มเว็บมาสเตอร์และคนที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ต่างๆ) ก่อนอื่น ผมขอออกตัวก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้เป็นเทพจุติจากที่ไหน แต่อาศัยว่ามีประสบการณ์ในการทำ SEO มาพอสมควร นอกจากนี้ ก็ยังได้ถ่ายทอดให้น้องๆ อีกหลายคนทำตาม และก็ประสบความสำเร็จมาแล้ว แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความขยันของแต่ละคนอีกหล่ะครับ SEO มันไม่ได้เป็นกฏตายตัว (เราไม่ใช่กูเกิ้ล เอ็มเอสเอ็น หรือ ยาฮูนี่ครับ) มันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ใครขยันหาข้อมูล รู้จักสังเกต นำมาปรับแต่งก็ได้เปรียบหล่ะครับ


SEO คืออะไร

          SEO (เอสอีโอ) มาจากคำเต็มๆ ว่า Search Engine Optimization ความหมายแบบบ้านๆ ลูกทุ่งๆ ก็คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ และกระบวนการต่างๆ ของเว็บไซต์ตั้งแต่การออกแบบ เขียนโปรแกรม และการโปรโมทเว็บ เพื่อให้ติดอันดับต้นๆ ของ Search Engine (เครื่องมือค้นหาเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Google, MSN, Yahoo, AOL เป็นต้น) 

SEO สำคัญยังไง

          อินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่ใช้ Search Engine ในการค้นหาข้อมูล แทนที่จะต้องพิมพ์ URL (Uniform Resource Locator) ก็ใช้ Keyword (คำค้น) ป้อนลงไปใน Search Engine Box ต่างๆ ก็จะค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการได้อย่างง่ายดาย และตรงประเด็น มีให้เลือกเปรียบเทียบอีกหลายๆ แห่ง สำหรับเรื่องๆ นั้น และเมื่อค้นพบแล้ว ก็จะมีการแสดงผลออกมาหลายๆ หน้า หลายๆ เว็บไซต์ เว็บที่ถูกแสดงเป็นอันดับที่ 1 2 3 หรือที่แสดงผลในหน้าแรก ก็จะถูกคลิกเข้าไปดูข้อมูลมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เอง เว็บไซต์ต่างๆ ย่อมต้องการให้เว็บตัวเองขึ้นอันดับ 1 ของ Keyword นั้นๆ เผื่อผลประโยชน์หลายๆ ด้านเช่น ขายสินค้า โฆษณา หรือโปรโมทร้านค้า บริษัทของตัวเอง ทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง ดังนั้น ผมสรุป ความสำคัญของ SEO ออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้นะครับ (ใครต้องการเพิ่มก็เขียนไว้ที่ คอมเม้นท์นะครับ)
  1. ทำให้เว็บของเราติดอันดับต้นๆ ในการแสดงผลงการค้นหา
  2. การเขียน Title ที่ดี Keyword Intrend ช่วยทำให้สะดุดตา แม้อันดับต่ำกว่า ก็มีสิทธิ์ถูกคลิกมากกว่า
  3. ทำให้เว็บเราถูกหลักของ W3C ซึ่งเป็นมาตรฐานของภาษาที่ใช้เขียนเว็บ ทำให้ดูสละสลวยเมื่อ Search Engine มาเจอก็เก็บข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย
  4. เมื่อติดอันดับต้นๆ ทำให้ขายสินค้าได้ โฆษณาเข้ามา เพราะมีทราฟิก
  5. ติด Adsense ก็มีโอกาสที่จะได้รับเงินค่าโฆษณาที่สูงด้วย เพราะมีทราฟิกก็มีโอกาส
  6. อื่นๆ
          เอาละครับ เรามาเริ่มลงมือวิเคราะห์คู่แข่งกันก่อนเลยนะครับ วิเคราะห์ยังไง ใครเป็นคู่แข่ง โดยการใช้หลักการ SWOT มาประยุกต์ใช้กับขั้นตอนนี้กันเลยครับ
ขั้นตอนการวิเคราะห์คู่แข่งโดยการใช้ SWOT Analysis
  1. S (Strengths) เราต้องมาดูก่อนนะครับว่า เว็บหรือบล็อกที่เราจะทำ มีแข็งตรงไหนบ้าง ที่จะเอาไปสู้เขาได้ เช่น Unique Contents หรือเปล่า, อัพเดทเร็วกว่าคู่แข่งหรือไม่ เป็นต้น
  2. W (Weaknessess) จากนั้นก็มาดูว่า เรามีจุดอ่อนตรงไหน เช่น เว็บเล็กๆ ที่บล็อกที่ไม่มีคนรู้จัก ต้องทำอย่างไร คนจึงจะรู้จัก รวมไปถึงการออกแบบเว็บต่างๆ อาจจะไม่สวยงามเหมือนเว็บคู่แข่งรายใหญ่ๆ เป็นต้น
  3. O (Opportunities) โอกาส อันนี้ต้องมองลึกๆ ให้ถึง Keyword trends หรือคีย์เวิร์ดตามเทศกาล ให้ทันและรวดเร็ว เช่น ช่วงเทศกาลสงกรานต์, วันหวยออก, หรือเหตุบ้านการเมือง ข่าวฉาวต่างๆ เราต้องรีบทำให้เร็วที่สุด จะได้ไม่พลาดโอกาสอันงามอันนั้นไป
  4. T (Threaths) อุปสรรคต่างๆ ที่จะทำให้เว็บของเราไม่โต อันนี้สำคัญมากๆ ต้องวิเคราะห์ดีๆ ก่อนนะครับ
ขั้นตอน ในการใช้เครื่องมือในการเลือกคีย์เวิร์ด
          หลังจากที่เราได้วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนแล้ว เรามาดูว่า เมื่อเราจะทำเว็บแบบนี้ มีคู่แข่งเยอะหรือเปล่า รายใหญ่ๆ มีใครบ้าง ต้องสู้กันด้วยจำนวนคีย์เวิร์ดเยอะหรือไม่ มีคีย์เวิร์ดข้างเคียงหรือเปล่า โดยที่เราทำแล้วไม่เหนื่อยเกินไป  มาดูเครื่องมือที่ใช้ในการเลือกคีย์เวิร์ดกันเลย
  1. ผมใช้ Google Keyword Tools External  ในการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดก่อน
  2. หลังจากนั้นก็ใช้ Keyword Trends ใน Truehits เพื่อช่วยดูข้อมูลเพิ่มเติม เหมาะกับเว็บไทยๆ ดี
  3. เมื่อได้คีย์เวิร์ดแล้ว ก็ใช้ Google ค้นหาคีย์เวิร์ดนั้นๆ แล้วดูว่า มีเว็บไหนเป็นคู่แข่งบ้าง เขาทำ SEO หรือไม่ (สังเกตได้ง่ายๆ ว่าเขามีการปรับแต่ง Title, Keyword, Description หรือไม่ โดยการเปิดเว็บเขาแล้ว View Source ดูก่อน)
  4. ถ้าไม่มีคู่แข่งมาก หรือ เว็บนั้นๆ SEO ไม่ค่อยดี คิดว่าเราสู้ได้แน่ๆ ก็เก็บคีย์เวิร์ดนั้นๆ ไว้ก่อนเลย ผมแนะนำว่า ควรเก็บไว้ประมาณ 10 คำหลักๆ ที่เด่นๆ ที่สุดก็พอครับ

PPC - Pay Per Click


Pay Per Click คืออะไร

PPC คำนี้ย่อมาจากคำว่า Pay Per Click ซึ่งเป็นเป็นอีกส่วนหนึ่งของ Search Engine Marketing จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละ Search Engine เช่น PPC ของ Google จะเรียกว่า Google AdWords หรือ Y!SM ที่ย่อมาจาก Yahoo! Search Marketing ที่เป็นระบบ PCC ของ Yahoo.com และเรายังสามารถรวมไปถึงการทำโฆษณาบน Facebook หรือเรียกว่า Facebook Ads. อีกด้วย

PPC หรือ Pay Per Click คือ การซื้อโฆษณากับ Google ซึ่งเป็น search engine ยักษ์ใหญ่ที่มีคนใช้งานมากที่สุดในโลก(หรืออาจจะเป็น search engineที่อื่นก็ได้) ซึ่งเราสามารถทำการโฆษณากับ Google โดยการประมูลและให้ราคาใน Keyword หรือคำค้นหา ที่เราอยากทำการโฆษณาเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ดีที่สุดในพื้นที่หรือตำแหน่งของ ลิงค์ผู้สนับสนุนด้านข้างของหน้าค้นหาในหน้าแรกของ Google และ search engine เจ้าอื่นๆ






PPC มีประโยชน์อย่างไร
1. เพื่อการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการของคุณได้มากขึ้น การทำ PPC ที่ถูกต้องจะเป็นการเพิ่มปริมาณผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ให้มากขึ้น เพื่อจะส่งผลให้เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการได้มากขึ้นนั่นเอง

2. ส่งผลในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงกว่าการทำการตลาดประเภทอื่นๆ เพราะการทำ PPC นั้น เป็นการโฆษณาที่ตรงตามกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแท้จริง เพราะผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่ทำการค้นหาข้อมูลด้วย Search Engine ผู้บริโภคที่กำลังต้องการหรือมีความสนใจเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้นๆ อยู่ เมื่อใดที่โฆษณาของท่านที่ได้ทำระบบ PPC กับ Search Engine ไว้ปรากฏขึ้นมาในหน้าของการค้นหาหน้าแรก และอยู่ในขณะที่ผู้บริโภคทำการค้นหาข้อมูล ย่อมเพิ่มโอกาสในการซื้อหรือใช้บริการมากยิ่งขึ้นจากบริการของท่าน

3. การทำ PPC ยังรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ เมื่อเริ่มดำเนินการโฆษณาสามารถทำงานได้ภายใน 30 นาที โดยที่ไม่ต้องใช้เวลานานเหมือนกับการลงโฆษณาประเภทอื่นๆ

4. กำหนดงบประมาณในการโฆษณาได้อย่างแน่นอนและยังสามารถควบคุมเงินค่าโฆษณาได้ 100% โดยการตั้งเป็น Daily Budget ไว้เราว่าจะจ่ายค่าโฆษณาต่อวันให้กับ Google เป็นจำนวนเงินสูงที่สุดเท่าไร เช่น มีงบโฆษณา 9,000 บาท/เดือนเท่ากับ 300 บาท/วัน ก็ตั้งค่า Daily Budget ที่ 300 บาท/วัน ผลคือผู้โฆษณาสามารถจัดสรรเงินค่าโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักความเป็นจริงที่สุด

5. การทำ PPC ยังมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงข้อความโฆษณา หรือ Keywords ได้ตลอดเวลาอีกด้วย
6. การทำ PPC สามารถกำหนดพื้นที่ ภาษา และระยะเวลา ที่ต้องการให้โฆษณาของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7. เราจะจ่ายค่าโฆษณาในการ PPC ก็ต่อเมื่อมีคนคลิกโฆษณาของเราแล้วเท่านั้นผู้ทำการโฆษณาจะเสียค่าโฆษณาให้ กับ Google ต่อเมื่อมีผู้เห็นโฆษณาแล้วทำการคลิกผ่านโฆษณาเข้าไปยังเว็บไซต์ของผู้ทำการ โฆษณา หากไม่มีการคลิกผ่านโฆษณาของท่านก็จะไม่มีการเสียเงินหรือค่าโฆษณาให้กับทาง Google แต่อย่างใด ถึงแม้ผู้ทำการค้นหานั้นจะเห็นโฆษณาก็ตาม

8. การทำ PPC ยังสามารถวัดผลโฆษณาได้ง่ายและรวดเร็ว และยังสามารถวัดและติดตามผลได้ทันที โดยเข้าไปดูสถิติต่างๆ ของโฆษณาได้ตลอดเวลาว่าภายในช่วงเวลาที่กำหนด มีคนเห็นโฆษณามากน้อยเพียงใด มีคนคลิกโฆษณาเท่าใด อันดับโฆษณาอยู่ตำแหน่งที่เท่าไร ค่าโฆษณาเป็นเท่าไร


PPC เหมาะกับธุรกิจใด
1. ธุรกิจที่ต้องการเพิ่มโอกาสและช่องทางในการขายสินค้าให้มากขึ้น
2. ธุรกิจที่เริ่มต้นกับการทำการตลาดออนไลน์
3. ธุรกิจที่ต้องการใช้งบประมาณทางการตลาดอย่างคุ้มค่าที่สุด
4. ธุรกิจที่ต้องการทดสอบสินค้าใหม่ๆ ทดสอบตลาด และทดสอบความต้องการของผู้บริโภค ก่อนที่จะผลิตและปล่อยสินค้าออกวางตลาดจริง



ทำไมต้องทำ PPC กับ NetdesignRank.com
1. เพราะเรามีการดำเนินงานและจัดการทาง PPC อย่างตรงไปตรงมาสามารถตรวจสอบได้ตามจริงและเราก็พร้อมจะให้คำปรึกษาในทุก ด้านที่เกี่ยวกับการทำ PPC ของทุก Search Engine รวมไปถึง Facebook ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบแคมเปญ
2. ด้วยทีมงานระดับมืออาชีพของ NetdesignRank ซึ่งเติบโตมากับวงการ Online Marketingและ PPC โดยตรงจึงพร้อมตอบในทุกข้อคำถามที่เกี่ยวกับธุรกิจ Online Marketing และการ PPC ของคุณอย่างตรงเป้าหมาย
3. นอกจากนั้นคุณยังจะได้รับส่วนลดในบริการอื่นๆ ของ Netdesign Group อาทิ ส่วนลดค่าเรียนคอร์สคอมพิวเตอร์ด้านต่างๆ, ส่วนลดการเช่าโฮสติ้งของ NetdesignHost, ส่วนลดในการซื้อเว็บสำเร็จรูปของ NetdesignSoft, ส่วนลดในการจ้างทำเว็บระดับแอดวานซ์ของ ND Technology และส่วนลดในการซื้อหนังสือของ NetdesignBooks และในทุกผลิตภัฑณ์แบบครบวงจรในเครือของ Netdesign Group อีกด้วย
4. เพราะNetdesignRank เป็นบริษัทในเครือธุรกิจ Netdesign Group ซึ่งก่อตั้งมาเป็นเวลายาวนานกว่า 11 ปี มีลูกค้ามากกว่า 100,000 ราย จึงเป็นข้อพิสูจน์และยืนยันได้ว่าเราพร้อมเสมอที่จะยืนเคียงข้างคุณกับ ธุรกิจ Online Marketing ในทุกๆด้าน

(*ยกตัวอย่างทั้งหมดผ่าน Google ซึ่งเป็น search engine ที่มีคนใช้งานมากที่สุดในโลก)

  ผู้ให้บริการ
Google
Google
Google
  ค่า Set Up
1,000 บาท
ฟรี
ฟรี
  ค่าดูแลระบบ
2,500 บาท/เดือน
2,500 บาท/เดือน
2,500 บาท/เดือน
  จำนวน Keyword
5
10
15
  จำนวนแคมเปญโฆษณา
1
1
1
  รวม
8,500 บาท
15,000 บาท
30,000 บาท
 
รายละเอียดเพิ่มเติม
  วิเคราะห์ Key Word ที่เหมาะสม
  เขียนและทดสอบแคมเปญโฆษณา
  รายงานผลการโฆษณาและงบประมาณ
    1.จำนวน Key Word สำหรับค้นหา
สูงสุดถึง 15 Key Words ทำให้เพิ่มโอกาสในการค้นหา
ไม่เกิน 10 Key Wordsเท่านั้น
    2.จำนวนแคมเปญโฆษณา
สูงสุด 2 แคมเปญ
1 แคมเปญ เท่านั้น
    3.การแก้ไขแคมเปญโฆษณา และ Key Word
ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และทำได้ตลอดเวลา
จำกัดจำนวนครั้ง และอาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเมื่อแก้ไข
   4.การให้บริการ และเฝ้าติดตามประเมินผล
ตลอด 9.00 – 18.00 น.
เฉพาะเวลาทำการของบริษัท ประมาณ 9.00 – 17.30 น.
 

วิธีติดตั้ง plugin ต่างๆในบล้อก word press

WordPress Plugin เป็นส่วนเสริม หรือลูกเล่นที่เราใส่เพิ่มเข้าไปใสโปรแกรมหลัก ให้มีความสามารถมากขึ้น เช่น การทำ Related Post, นับจำนวนคนอ่านบทความ, การตัดบทความที่ยาว แล้วแสดงเป็นลิงค์ Continue reading แทน, การทำ Poll และอื่นๆ อีกมากมายค่ะ

วิธีการติดตั้ง Plugin

1. ให้ไปที่เว็บไซต์ http://wordpress.org/extend/plugins/ :ลิงค์ออก:
หรือเว็บไซต์อื่นที่แจก Plugin ของ WordPress ฟรี เช่น http://lesterchan.net/portfolio/programming/php/
หรือ สามารถ Search หาจาก Google.com ได้ค่ะ
.
2. ในเว็บไซต์ของ WordPress จะมี Plugin ให้เราเลือกมากมาย ลองคลิกเข้าไปอ่านความสามารถ วิธีการติดตั้ง วิธีการใช้งานก่อน ถ้าถูกใจแล้วก็ดาวน์โหลดมาเก็บไว้ที่เครื่องเราเลยค่ะ install wordpress plugin
.
3. เมื่อได้ไฟล์ Plugin นามสกุล .zip มาแล้ว สามารถติดตั้งได้ 2 วิธีคือ
วิธีที่1 ไม่ต้องแตกไฟล์ ให้ Login เข้าไปหน้าจัดการ Blog เลือกเมนู Plugin>Add New จากนั้นให้ “Browse” เลือกไฟล์ Plugin นามสกุล .zip ที่เก็บอยู่ในเครื่อง แล้วกดปุ่ม “Install Now” install wordpress plugin
รอจนกว่าจะขึ้นหน้าแสดงข้อความ Successfully installed the plugin. จากนั้นให้คลิกที่ Activate Plugin เพื่อเริ่มใช้งาน Plugin ตัวนั้น
install wordpress plugin
หรือ
วิธีที่2 ให้แตกไฟล์ .zip นั้นก่อน แล้ว Upload ทั้ง folder ไปที่ Host ตาม path นี้ /public_html/yourblog/wp-content/plugins (บางครั้ง Plugin ก็เป็นแค่ไฟล์ .php ไฟล์เดียว)
ผู้เขียนชอบใช้วิธีนี้มากกว่าค่ะ เพราะถ้าไฟล์มีขนาดใหญ่ ใช้วิธีแรกอาจจะนาน และ Error ได้ง่ายๆ
จากนั้น Login เข้าหน้าจัดการ Blog เลือกเมนู Plugin > Installed
ที่หน้าจอจะแสดง Plugin ที่มีทั้งหมด ที่อยู่ใน folder wp-content>plugins
แบ่งเป็นส่วนของ Currently Active Plugins คือ Plugin ที่กำลังใช้งานอยู่ (ด้านบน) และส่วน Inactive Plugins จะมีรายชื่อ Plugin ที่ไม่ได้ถูกใช้งาน (ด้านล่าง)
ในส่วนของ Inactive Plugins ให้คลิกที่ Action : Activate ในบรรทัดของ Plugin ที่เราต้องการใช้งาน
install wordpress plugin
แล้ว Plugin นั้นจะเปลี่ยนมาแสดงในส่วนของ Currently Active Plugins (ด้านบน)แทน
.
การใช้งาน Plugin แต่ละตัวไม่เหมือนกัน บางตัวแค่ Activate ก็ทำงานทันที เราไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมอีก แต่บางตัวก็ต้องมีการ set เพิ่มเติม ให้อ่านวิธีใช้จากคำแนะนำการใช้งานของ Plugin นั้นๆ อีกทีค่ะ เมื่อติดตั้งแล้วเรายังสามารถปรับค่าต่างๆ ของ Plugin ได้ตามต้องการ ซึ่ง Plugin มักจะมาอยู่ในส่วนของ Settings / Tool ค่ะ


เช่นต้องการเปลี่ยนThem(ถ้าbloggerเรียกว่าเทมแพลต)


เรา สามารถเปลี่ยนหน้าตาของ Blog ของเราใหม่ด้วยการเปลี่ยน Theme หรือรูปแบบการแสดงผล ซึ่งมีผู้พัฒนามาให้เราเลือกใช้กันฟรีๆ มากมายเลยค่ะ
1. ให้ไปที่เว็บไซต์ http://wordpress.org/extend/themes/ :ลิงค์ออก:
หรือเว็บไซต์อื่นที่แจก Theme ของ WordPress ฟรี เช่น
http://www.ezwpthemes.com
http://newwpthemes.net
สามารถ Search หาจาก Google.com ได้ค่ะ
2. ในเว็บไซต์ของ WordPress จะมี Theme ให้เราเลือกมากมาย ลอง Preview ดูก่อน ถ้าถูกใจแล้วก็ดาวน์โหลดมาเก็บไว้ที่เครื่องเราเลยค่ะ หลายๆ Theme ก็ได้ค่ะ

3. เมื่อได้ไฟล์ Theme.zip มาแล้ว ให้แตกไฟล์ แล้ว Upload ทั้ง folder ไปที่ Host ตาม path นี้ /public_html/yourblog/wp-content/themes
4. Login เข้าหน้าจัดการ Blog เลือกเมนู Appearance > Themes จะแสดง Theme ที่มีทั้งหมด ที่อยู่ใน folder wp-content>themes

5. คลิกที่ Theme ที่ต้องการเปลี่ยนได้เลยค่ะ จะมีหน้าต่าง Preview แสดงขึ้นมา ถ้าถูกใจเอา Theme นี้แหละ ก็ให้คลิกที่คำว่า Activate
6. ลองเข้า Blog ของเราใหม่ แล้ว Refresh หน้าจอ
จาก Theme เดิม

เปลี่ยนเป็น Theme ใหม่ เรียบร้อยแล้วค่ะ :OK:

เลือก Theme ที่เหมาะกับเนื้อหาเว็บไซต์ จะยิ่งทำให้เว็บไซต์ดูดีค่ะ ^^