นีโอไลฟ์สาขาอยุธยา ได้เปลี่ยนที่ประชุม จากโรงแรม เป็นศูนย์สาขาบริษัท คลิ๊ก
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ facebook แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ facebook แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ลดน้ำหนักโดยวิธีธรรมชาติ
วิธี ที่เราใช้ชีวิตของเราในวันนี้คือต่างโดยสิ้นเชิงกับวิถีชีวิตของผู้คนที่ อาศัยอยู่ 100 ปีมาแล้ว ตอนนั้นกิจกรรมส่วนใหญ่ของผู้คนในสมัยนั้นจะต้องออกแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเล่น โรคอ้วนคงไม่ใช่โรคประจำชาติอย่างในประเทศตะวันตกในปัจจุบันป็นแน่ เหตุผลคืออะไร
1. ผู้คนส่วนใหญ่จะกระตือรือร้น
2. เทคโนโลยีก้าวหน้าและทันสมัย ทำให้ลักษณะการใช้ชีวิตเป็นต้องแข่งกับเวลาเลยต้องหันไป
หาความสะดวกในการสั่งซื้ออาหารแบบสะดวกซื้อมารับประทาน ซึ่งไม่ได้มาตราฐานและไม่มี
สารอาหารที่เพียงพอ
หากจะพูดถึงประเทศต่างๆวันนี้ เช่น อเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์พยายามที่จะต่อสู้กับโรคอ้วนในลักษณะเดียวกับการ ป้องกันโรคร้ายแรงชนิดหนึ่ง…มีการผลักดันและเพิ่มงบประมาณเพื่อดูแลระบบการ ดูแลสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อจะทำการลดจำนวนผู้ป่วยโรคอ้วนซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคร้ายแรงชนิดอื่น เช่นโรคเบาหวานชนิดที่ 2, โรคหัวใจและเส้นเลือดตีบ/แตก
เมื่อคุณอ่านข้อความนี้และคุณอาจคิดว่า "อืม…ฉันก็ไม่อ้วนอะไร และอีกอย่างก็พยายามรักษาสุขภาพมาโดยตลอด" บางทีคนรอบข้างคุณอาจจะมีน้ำหนักเกินมาตราฐานนิดหน่อย หรือมากเกินกว่าที่คิด
แล้วคุณจะทำอย่างไรเพื่อที่จะลดน้ำหนักลงได้?
อย่างแรกเลยคือคุณลืมไปได้เลยว่าจะมีผลิตภัณฑ์วิเศษมาช่วยคุณลดน้ำหนัก โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไร คุณสามารถหาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ตามร้านขายอาหารเสริมทั่วไปหรือทางอินเตอร์ เนต แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อคุณลองแล้วผลลัพธ์คือไม่ได้ผลซึ่งในบางครั้งกลับทำ อันตรายมากกว่าจะดีกับคุณ อีกอย่างคุณจำเป็นต้องทราบข้อเท็จจริงและคำแนะนำต่อไปนี้:
- ไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย คุณเชื่อหรือไม่ว่า ไขมันในรูปแบบต่างๆ
(รวมถึงไขมันประเภทอิ่มตัว) นั้นดีสำหรับคุณ ร่างกายของคุณต้องการไขมันเหล่านี้เพื่อทำหน้าที่สำคัญต่างๆ … โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์ ไขมันทรานส์ในทางกลับกันจะไม่ดีสำหรับคุณ ชนิดของไขมันนี้พบได้ในมันฝรั่งทอด, batters ทอดและรูปแบบที่สุดของรวดเร็ว /อาหารประเภทสะดวกซื้อ หลีกเลี่ยงอาหารอย่าที่เป็นลักษณะไม่มีไขมัน แต่ก็อย่าเลือกอาหารที่มีไขมันสูงอีกเช่นกัน เพียงคุณระมัดระวังการบริโภคไขมันที่สำคัญคุณควรจะหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ใน ทุกกรณี
- ไขมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้คุณอ้วน แต่กลับเป็นน้ำตาลที่สร้างไขมันต่างหากที่ทำให้คุณอ้วน
- กินน้อย + การออกกำลังกายมากขึ้น = น้ำหนักลดลง – เป็นสมการง่ายจริงๆ คุณไม่สามารถคาดหวังในการลดน้ำหนักหากคุณมักทานอาหารในปริมาณมาก … ออกกำลังกายที่คุณจะได้ถ้าและการออกกำลังกาย แน่นอนว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคุณ แต่ร่างกายคุณจะไม่เผาพลาญแคลอรี่ส่วนเกินออก ที่คุณต้องเพื่อที่จะลดน้ำหนัก
- ออกกำลังกายอย่างถูกต้องและทำให้มีความสุขเราต้องไม่รู้สึกว่าเป็นการเสียเวลา – หากคุณเห็นว่าการออกกำลังกายเป็นทางเลือกเดียวที่จะสร้างความเจ็บปวดและความ ยุ่งยากแล้วคุณก็ไม่ควรทำ การออกกำลังกายหมายถึงการทำกิจกรรมทางกาย (หรือกิจกรรมต่างๆ) ที่ต้องใช้ความพยายามบางอย่างที่ทำให้คุณได้เหงื่อ, อาจรู้สึกหอบและเพื่อให้อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้น จริงๆแล้วคุณสามารถทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่คุณรู้สึกสนใจ … และทำได้บ่อยๆ อย่างเช่นคุณไม่ชอบวิ่ง แต่คุณอยากลองเล่นสควอช คุณก็ไปเล่นสควอช หากิจกรรมที่ทำให้คุณมีความสุขและคุณชอบที่จะทำและอยากจะทำมันทุกวัน … นั่นหมายถึงคุณได้ออกกำลังกาย และมีโอกาสลดน้ำหนักได้เร็วขึ้นอีกด้วย
- อย่าคิดอดอาหาร – การอดอาหารนั้นต่างกันมากกับการทำให้ตัวคุณเองมีสุขภาพดี การอดอาหารอย่างรวดเร็วนั้นกลับทำให้คุณมีน้ำหนักขึ้นในระยะยาว ทั้งนี้เป็นเพราะสมองและร่างกายของคุณจะเกิดกระบวนการสะสมอาหารเมื่อร่างกาย ได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ กระบวนการดังกล่าวคือการสำรองไขมันในร่างกายของคุณเพื่อเตรียมพร้อมหากร่าง กายขาดสารอาหารอีก หรืออาจเกิดอาการบวมน้ำเพราะขาดสารอาหาร
- ลองปฏิบัติตามหลักการควบคุมอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน หมายถึงการรับประทานอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่ต้องให้แน่ใจว่าไม่ลืมรับประทานปลา, เนื้อสัตว์และผักผลไม้สด, น้ำมันมะกอก, ขนมปังและพาสต้า (คาร์โบไฮเดรตไม่ใช่สิ่งที่จะมีแต่โทษอย่างที่คุณได้ยินจากสื่อต่างๆ) และบางครั้งคุณอาจจะอยากดื่มไวน์แดงเป็นครั้งคราว หากคุณปฎิบัติตามนี้ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเป็นประจำก็จะช่วยให้คุณลด น้ำหนักและมีสุขภาพที่ดีได้เช่นกัน
สารอาหารในดินที่นับวันจะหมดไปจากหลายๆสาเหตุ หากร่างกายของคุณขาดสารอาหารที่จำเป็น, เกลือแร่, วิตามินและกรดอะมิโนจากนั้นคุณก็ไม่สามารถคาดหวังที่จะมีสุขภาพที่ดีที่สุด หรือหวังให้ร่างกายทำงานให้ดีที่สุดได้
และนี่คือเหตุผลที่สำคัญว่าทำไมคุณถึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริม ที่สามารถครอบคลุมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย อย่างเช่น Total Balanz ซึ่ง มีสารอาหารที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของเรา เช่น แร่ธาตุ/วิตามิน อีกทั้งแร่ธาตุที่สำคัญต่างๆ, เอ็นไซม์, สารต้านอนุมูลอิสระ กรดอะมิโน, ตัวนำต้านปฎิกิริยาไกลเคชั่น, นูโรนูเทรี่ยน, ฟราโวนอยด์, คาร์โรทีนอยด์, ตัวนำเมทริลเลชั่น, อะแด็ปโทเจ้นท์, แคลอรี่ เรสตริ๊กชั่น มีมิค, สารสกัดจากสมุรไพร และโค- แฟ็คเตอร์ที่สำคัญ
อีกสิ่งที่สำคัญคือที่ควรระวัง!…
การขาดไขมันที่จำเป็นในขณะที่คุณพยายามควบคุมอาหารนั้นอาจทำให้คุณอยากรับประทานเพิ่มขึ้นและนี่ก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมคนที่รับประทาน น้ำมันปลาโอเมก้า3/ดีเอชเอ ในขณะควบคุมอาหารจึงได้ผลที่ดีกว่า คุณไม่ควรมองข้ามสาเหตุที่สำคัญเหล่านี้หากต้องการที่จะลดน้ำหนัก น้ำมันปลาโอเมก้า 3/ดีเอชเอ ของเราสามารถช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายในการลดน้ำหนัก และยังช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย
วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555
คนรวยเลือก "ทั้งสองทาง"
คนจนเลือก "ทางใดทางหนึ่ง"
คน รวยอยู่ในโลกแห่งความพรั่งพร้อม คนจนอยู่ในโลกแห่งข้อจำกัด แน่นอน ทั้งสองต่างอยู่บนโลกใบเดียวกัน แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่มุมมองของพวกเขา
คน จนและชนชั้นกลางส่วนใหญ่มาจากพื้นเพที่ยากลำบาก พวกเขาใช้ชีวิตโดยมีคำขวัญประจำใจว่า "ไม่มีอะไรที่เพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้หรอก และเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะมีพร้อมทุกอย่าง"
แต่ถึงคุณไม่อาจมีได้ "ทุกอย่าง" หรือทุกๆสิ่งบนโลกใบนี้ ผมก็เชื่อว่าคุณสามารถมี "ทุกอย่างที่คุณต้องการจริงๆ" ได้อย่างแน่นอน
คนรวยเข้าใจว่า ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพียงเล็กน้อย คุณย่อมสามารถคิดหาหนทางเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดทั้งสองด้านแทบทุกครั้ง
คำถามสำคัญที่คุณต้องถามตัวเองก็คือ "ฉันจะมีทั้งสองอย่างได้อย่างไร?"
คำถามนี้จะเปลี่ยนชีวิตคุณจากชีวิตที่ขาดแคลนและเต็มไปด้วยข้อจำกัดไปสู่สรวงสวรรค์ที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นไปได้และความอุดมสมบูรณ์
การ คิดถึง "สองทางเลือก" มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเงิน คนจนและชนชั้นกลางเชื่อว่าตนต้องเลือกระหว่างเงินและสิ่งอื่นๆในชีวิต ผลที่ตามมาคือ พวกเขาสรรหาข้ออ้างมาทำให้เงินกลายเป็นเรื่องสำคัญรองจากสิ่งอื่นๆ
ขอ ย้ำให้ชัดอีกครั้งว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ! การบอกว่าเงินไม่สำคัญเท่าสิ่งอื่นๆในชีวิตเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ สำหรับคุณแล้ว อะไรสำคัญกว่ากันระหว่างแขนและขา? เป็นไปได้ไหมว่ามันอาจสำคัญทั้งสองอย่าง?
คนที่ร่ำรวยล้วนเข้าใจดีว่า คุณต้องเลือกทั้งสองอย่าง เหมือนที่คุณต้องมีทั้งแขนและขา นั่นคือ คุณต้องมีเงินและมีความสุขด้วย
ถ้า คุณต้องการมีชีวิตที่ปราศจากขีดจำกัด ไม่ว่าในสถานการณ์ใดก็ตาม จงปล่อยวางความคิดที่จะเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และมุ่งมั่นกับความตั้งใจที่จะมี "ทั้งสองอย่าง"
คนจนเลือก "ทางใดทางหนึ่ง"
คน รวยอยู่ในโลกแห่งความพรั่งพร้อม คนจนอยู่ในโลกแห่งข้อจำกัด แน่นอน ทั้งสองต่างอยู่บนโลกใบเดียวกัน แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่มุมมองของพวกเขา
คน จนและชนชั้นกลางส่วนใหญ่มาจากพื้นเพที่ยากลำบาก พวกเขาใช้ชีวิตโดยมีคำขวัญประจำใจว่า "ไม่มีอะไรที่เพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้หรอก และเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะมีพร้อมทุกอย่าง"
แต่ถึงคุณไม่อาจมีได้ "ทุกอย่าง" หรือทุกๆสิ่งบนโลกใบนี้ ผมก็เชื่อว่าคุณสามารถมี "ทุกอย่างที่คุณต้องการจริงๆ" ได้อย่างแน่นอน
คนรวยเข้าใจว่า ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพียงเล็กน้อย คุณย่อมสามารถคิดหาหนทางเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดทั้งสองด้านแทบทุกครั้ง
คำถามสำคัญที่คุณต้องถามตัวเองก็คือ "ฉันจะมีทั้งสองอย่างได้อย่างไร?"
คำถามนี้จะเปลี่ยนชีวิตคุณจากชีวิตที่ขาดแคลนและเต็มไปด้วยข้อจำกัดไปสู่สรวงสวรรค์ที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นไปได้และความอุดมสมบูรณ์
การ คิดถึง "สองทางเลือก" มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเงิน คนจนและชนชั้นกลางเชื่อว่าตนต้องเลือกระหว่างเงินและสิ่งอื่นๆในชีวิต ผลที่ตามมาคือ พวกเขาสรรหาข้ออ้างมาทำให้เงินกลายเป็นเรื่องสำคัญรองจากสิ่งอื่นๆ
ขอ ย้ำให้ชัดอีกครั้งว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ! การบอกว่าเงินไม่สำคัญเท่าสิ่งอื่นๆในชีวิตเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ สำหรับคุณแล้ว อะไรสำคัญกว่ากันระหว่างแขนและขา? เป็นไปได้ไหมว่ามันอาจสำคัญทั้งสองอย่าง?
คนที่ร่ำรวยล้วนเข้าใจดีว่า คุณต้องเลือกทั้งสองอย่าง เหมือนที่คุณต้องมีทั้งแขนและขา นั่นคือ คุณต้องมีเงินและมีความสุขด้วย
ถ้า คุณต้องการมีชีวิตที่ปราศจากขีดจำกัด ไม่ว่าในสถานการณ์ใดก็ตาม จงปล่อยวางความคิดที่จะเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และมุ่งมั่นกับความตั้งใจที่จะมี "ทั้งสองอย่าง"
คนรวยเลือกที่จะได้รับเงินตามผลงาน
คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน
คุณ เคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า "ไปโรงเรียน เรียนให้ได้เกรดดีๆ หางานดีๆทำ หางานที่มีเงินเดือนประจำ ตรงต่อเวลา ทำงานหนัก...แล้วคุณจะมีชีวิตที่มีความสุขตลอดไป" บ้างไหมครับ?
ผมจะ ไม่เสียเวลาหาเหตุผลมาหักล้างคำแนะนำนี้ทั้งหมดหรอกนะครับ เพราะคุณสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง ลองดูจากประสบการณ์ของตัวเองหรือคนรอบตัวคุณก็ได้
แต่สิ่งที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกับคุณในที่นี้คือเรื่องเงินเดือน "ประจำ"
การ ได้รับเงินเดือนประจำนั้นไม่มีอะไรผิดหรอก มันแค่ลดประสิทธิภาพในการหาเงินให้ได้ตามศักยภาพสูงสุดของคุณ นั่นแหละปัญหา และมักจะเป็นปัญหาสำหรับคนส่วนใหญ่ด้วย
ความมั่นคงเช่นนี้ต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่าง และสิ่งนั้นก็คือ "ความมั่งคั่ง"
การใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคงไม่ต่างจากการใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความกลัว สิ่งที่คุณคิดจริงๆก็คือ "ฉัน กลัวว่าจะไม่สามารถหาเงินได้พอยาไส้ถ้าต้องพิจารณาจากความสามารถในการทำงาน ดังนั้นฉันจะขอรับเงินแค่ให้พออยู่รอดหรืออยู่ได้อย่างไม่ลำบากก็พอ"
คนรวยชอบที่จะรับเงินตามผลงานของพวกเขามากกว่า ในโลกของการเงิน จำนวนผลตอบแทนมักสมน้ำสมเนื้อกับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับเสมอ
คน รวยเชื่อในตัวเอง พวกเขาเชื่อในคุณค่าและความสามารถในการสร้างคุณค่าของตัวเอง ขณะที่คนจนไม่เชื่อ นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาต้องการ "หลักประกัน"
คน จนแลกเวลากับเงิน กลยุทธ์นี้มีปัญหาเพราะเวลาของคุณมีอยู่อย่างจำกัด นั่นหมายความว่าคุณกำลังแหกกฎแห่งความมั่งคั่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งระบุว่า "อย่าให้มีเพดานจำกัดรายได้ของคุณ" ถ้าคุณเลือกรับเงินตามเวลาที่คุณใช้ในการทำงาน เท่ากับคุณกำลังทำลายโอกาสไปสู่ความมั่งคั่งของตัวคุณเอง
สมมุติว่า คุณอยู่ในธุรกิจขายปากกา มีลูกค้าโทรสั่งซื้อปากกา 50,000 ด้าม ในกรณีนี้ คุณจะทำอย่างไร? คุณก็แค่โทรไปหาผู้ผลิต สั่งปากกามา 50,000 ด้าม และก็ส่งขาย แล้วก็นั่งนับกำไรอย่างเป็นสุข ในทางกลับกัน สมมุติว่าคุณเป็นนักนวดเพื่อการบำบัด และมีลูกค้า 50,000 คนต่อแถวอยู่นอกประตูรอให้คุณนวด คุณจะทำอย่างไร? ถึงเวลานั้น คุณคงจะตีอกชกหัวตัวเองที่ไม่เลือกทำธุรกิจปากกาตั้งแต่แรก
ผมพบ ว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดแหง็กอยู่กับการเป็นมนุษย์เงินเดือน คือผู้ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาตั้งแต่เด็กว่า วิธีนี้คือหนทาง "ปกติ" ในการทำมาหากิน
พ่อแม่ส่วนใหญ่เป็นห่วงและปกป้องลูกมากจนเกินไป จึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาอยากให้ลูกๆ มีชีวิตที่มั่นคง ดังเช่นที่คุรอาจเคยมีประสบการณ์มาแล้ว งานใดๆก็ตามที่ไม่มีเงินเดือนประจำมักทำให้พ่อแม่ทักท้วงว่า "เมื่อไหร่ลูกจะหางานหาการทำจริงๆ จังๆ ซะที?"
ผมจำได้ว่า เมื่อพ่อแม่ผมถามผมแบบนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ผมตอบไปว่า "ไม่มีวันนั้นหรอกครับ!" แม่ผมฉุนจัดทีเดียว แต่พ่อผมพูดออกมาว่า "ดี แล้วล่ะลูก ลูกไม่มีทางรวยได้หรอกถ้ารอรับเงินเดือนจากคนอื่น ถ้าลูกจะหางานทำ ก็ขอให้รับค่าจ้างเป็นเปอร์เซนต์ ไม่อย่างนั้นก็ทำงานของตัวเอง!"
ผมก็ขอสนับสนุนให้คุณทำงาน "ของตัวเอง" เช่นกัน สร้างธุรกิจของตัวเอง ทำงานรับค่าคอมมิสชั่น รับค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซนต์จากรายได้หรือผลกำไรของบริษัท หรือเลือกรับเป็นหุ้น
ไม่ว่าคุณจะเลือกอะไร ขอให้แน่ใจว่าคุณปูทางไปสู่การรับค่าตอบแทนตามผลงาน
โดย ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าทุกๆคนควรจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแบบเต็มตัวหรือพาร์ตไทม์ก็ตาม เหตุผลประการแรกคือ เศรษฐีเงินล้านส่วนมากล้วนร่ำรวยขึ้นมาจากการทำธุรกิจของตัวเอง
แล้ว อีกอย่าง เป็นเรื่องยากที่จะร่ำรวยขึ้นมาได้เมื่อมีเจ้าหน้าที่ด้านภาษีของรัฐตั้ง หน้าตั้งตารับส่วนแบ่งเกือบครึ่งของทุกเม็ดเงินที่คุณหามาได้ แต่ถ้าคุณ มีบริษัทของตัวเอง คุณสามารถประหยัดเงินได้ไม่ใช่น้อย ด้วยการนำค่าใช้จ่ายต่างๆไปขอลดหย่อนภาษี แค่เหตุผลนี้เพียงข้อเดียว การมีธุรกิจเป็นของตัวเองก็คุ้มค่าน่าลองแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว หนทางเดียวที่จะมีรายได้ที่สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของตัวคุณเอง คือ การเลือกที่จะรับค่าตอบแทนตามผลงาน ขอย้ำอีกครั้ง ด้วยคำพูดของพ่อที่ประทับใจผมที่สุด
"ลูกไม่มีทางรวยได้หรอกถ้ารอรับเงินเดือนจากคนอื่น ถ้าลูกจะหางานทำก็ขอให้รับค่าจ้างเป็นเปอร์เซนต์ ไม่อย่างนั้นก็ทำงานของตัวเอง!"
คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน
คุณ เคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า "ไปโรงเรียน เรียนให้ได้เกรดดีๆ หางานดีๆทำ หางานที่มีเงินเดือนประจำ ตรงต่อเวลา ทำงานหนัก...แล้วคุณจะมีชีวิตที่มีความสุขตลอดไป" บ้างไหมครับ?
ผมจะ ไม่เสียเวลาหาเหตุผลมาหักล้างคำแนะนำนี้ทั้งหมดหรอกนะครับ เพราะคุณสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง ลองดูจากประสบการณ์ของตัวเองหรือคนรอบตัวคุณก็ได้
แต่สิ่งที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกับคุณในที่นี้คือเรื่องเงินเดือน "ประจำ"
การ ได้รับเงินเดือนประจำนั้นไม่มีอะไรผิดหรอก มันแค่ลดประสิทธิภาพในการหาเงินให้ได้ตามศักยภาพสูงสุดของคุณ นั่นแหละปัญหา และมักจะเป็นปัญหาสำหรับคนส่วนใหญ่ด้วย
ความมั่นคงเช่นนี้ต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่าง และสิ่งนั้นก็คือ "ความมั่งคั่ง"
การใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคงไม่ต่างจากการใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความกลัว สิ่งที่คุณคิดจริงๆก็คือ "ฉัน กลัวว่าจะไม่สามารถหาเงินได้พอยาไส้ถ้าต้องพิจารณาจากความสามารถในการทำงาน ดังนั้นฉันจะขอรับเงินแค่ให้พออยู่รอดหรืออยู่ได้อย่างไม่ลำบากก็พอ"
คนรวยชอบที่จะรับเงินตามผลงานของพวกเขามากกว่า ในโลกของการเงิน จำนวนผลตอบแทนมักสมน้ำสมเนื้อกับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับเสมอ
คน รวยเชื่อในตัวเอง พวกเขาเชื่อในคุณค่าและความสามารถในการสร้างคุณค่าของตัวเอง ขณะที่คนจนไม่เชื่อ นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาต้องการ "หลักประกัน"
คน จนแลกเวลากับเงิน กลยุทธ์นี้มีปัญหาเพราะเวลาของคุณมีอยู่อย่างจำกัด นั่นหมายความว่าคุณกำลังแหกกฎแห่งความมั่งคั่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งระบุว่า "อย่าให้มีเพดานจำกัดรายได้ของคุณ" ถ้าคุณเลือกรับเงินตามเวลาที่คุณใช้ในการทำงาน เท่ากับคุณกำลังทำลายโอกาสไปสู่ความมั่งคั่งของตัวคุณเอง
สมมุติว่า คุณอยู่ในธุรกิจขายปากกา มีลูกค้าโทรสั่งซื้อปากกา 50,000 ด้าม ในกรณีนี้ คุณจะทำอย่างไร? คุณก็แค่โทรไปหาผู้ผลิต สั่งปากกามา 50,000 ด้าม และก็ส่งขาย แล้วก็นั่งนับกำไรอย่างเป็นสุข ในทางกลับกัน สมมุติว่าคุณเป็นนักนวดเพื่อการบำบัด และมีลูกค้า 50,000 คนต่อแถวอยู่นอกประตูรอให้คุณนวด คุณจะทำอย่างไร? ถึงเวลานั้น คุณคงจะตีอกชกหัวตัวเองที่ไม่เลือกทำธุรกิจปากกาตั้งแต่แรก
ผมพบ ว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดแหง็กอยู่กับการเป็นมนุษย์เงินเดือน คือผู้ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาตั้งแต่เด็กว่า วิธีนี้คือหนทาง "ปกติ" ในการทำมาหากิน
พ่อแม่ส่วนใหญ่เป็นห่วงและปกป้องลูกมากจนเกินไป จึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาอยากให้ลูกๆ มีชีวิตที่มั่นคง ดังเช่นที่คุรอาจเคยมีประสบการณ์มาแล้ว งานใดๆก็ตามที่ไม่มีเงินเดือนประจำมักทำให้พ่อแม่ทักท้วงว่า "เมื่อไหร่ลูกจะหางานหาการทำจริงๆ จังๆ ซะที?"
ผมจำได้ว่า เมื่อพ่อแม่ผมถามผมแบบนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ผมตอบไปว่า "ไม่มีวันนั้นหรอกครับ!" แม่ผมฉุนจัดทีเดียว แต่พ่อผมพูดออกมาว่า "ดี แล้วล่ะลูก ลูกไม่มีทางรวยได้หรอกถ้ารอรับเงินเดือนจากคนอื่น ถ้าลูกจะหางานทำ ก็ขอให้รับค่าจ้างเป็นเปอร์เซนต์ ไม่อย่างนั้นก็ทำงานของตัวเอง!"
ผมก็ขอสนับสนุนให้คุณทำงาน "ของตัวเอง" เช่นกัน สร้างธุรกิจของตัวเอง ทำงานรับค่าคอมมิสชั่น รับค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซนต์จากรายได้หรือผลกำไรของบริษัท หรือเลือกรับเป็นหุ้น
ไม่ว่าคุณจะเลือกอะไร ขอให้แน่ใจว่าคุณปูทางไปสู่การรับค่าตอบแทนตามผลงาน
โดย ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าทุกๆคนควรจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแบบเต็มตัวหรือพาร์ตไทม์ก็ตาม เหตุผลประการแรกคือ เศรษฐีเงินล้านส่วนมากล้วนร่ำรวยขึ้นมาจากการทำธุรกิจของตัวเอง
แล้ว อีกอย่าง เป็นเรื่องยากที่จะร่ำรวยขึ้นมาได้เมื่อมีเจ้าหน้าที่ด้านภาษีของรัฐตั้ง หน้าตั้งตารับส่วนแบ่งเกือบครึ่งของทุกเม็ดเงินที่คุณหามาได้ แต่ถ้าคุณ มีบริษัทของตัวเอง คุณสามารถประหยัดเงินได้ไม่ใช่น้อย ด้วยการนำค่าใช้จ่ายต่างๆไปขอลดหย่อนภาษี แค่เหตุผลนี้เพียงข้อเดียว การมีธุรกิจเป็นของตัวเองก็คุ้มค่าน่าลองแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว หนทางเดียวที่จะมีรายได้ที่สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของตัวคุณเอง คือ การเลือกที่จะรับค่าตอบแทนตามผลงาน ขอย้ำอีกครั้ง ด้วยคำพูดของพ่อที่ประทับใจผมที่สุด
"ลูกไม่มีทางรวยได้หรอกถ้ารอรับเงินเดือนจากคนอื่น ถ้าลูกจะหางานทำก็ขอให้รับค่าจ้างเป็นเปอร์เซนต์ ไม่อย่างนั้นก็ทำงานของตัวเอง!"
คนรวยคิดการใหญ่
คนจนคิดการเล็ก
คุณจะได้รับเงินเท่ากับมูลค่าของตัวคุณในท้องตลาด
ปัจจัย ที่บ่งบอกมูลค่าของคุณในท้องตลาดมี 4 ประการ นั่นคือ อุปสงค์ อุปทาน คุณภาพ และปริมาณ จากประสบการณ์ของผม ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่คือ ปริมาณ ซึ่งหมายถึง ปริมาณงานที่คุณสามารถทำได้ในสาขาอาชีพนั้นๆ
พูดอีกอย่างก็คือ คุณสามารถให้บริการหรือสร้างผลกระทบกับจำนวนคนมากแค่ไหน?
ผม เคยเป็นเจ้าของฟิตเนส ตั้งแต่นาทีแรกที่ผมคิดจะทำธุรกิจนั้น ผมตั้งใจจะเปิดสาขาให้ประสบความสำเร็จสักร้อยแห่งและให้บริการคนป็นหมื่นๆคน ในทางกลับกัน คู่แข่งของผมซึ่งเริ่มทำธุรกิจนี้หลังจากผมหกเดือน คาดหวังแค่การสร้างฟิตเนสที่ประสบความสำเร็จเพียงสาขาเดียวเท่านั้น สุดท้ายแล้ว เธอจึงมีฐานะแค่พออยู่ได้ ขณะที่ผมร่ำรวย!ณค่าให้ช
หนึ่งในนักประดิษฐ์และนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเราคือ บัคมินสเตอร์ ฟูลเลอร์ เขาเคยกล่าวไว้ว่า
"จุดประสงค์ในชีวิตของเราคือการเพิ่มคุณค่าให้ชีวิตของผู้คนในยุคนี้และยุคต่อๆไป"
เรา ต่างถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกพร้อมกับพรสวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีโดยธรรมชาติ คุณได้รับของขวัญพิเศษนี้ด้วยเหตุผลประการเดียว นั่นคือ เพื่อนำไปใช้และแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีความสุขที่สุดคือคนที่ใช้พรสวรรค์ของตนอย่างเต็มที่
หนึ่ง ในภารกิจแห่งชีวิตของคุณคือการแบ่งปันพรสวรรค์และคุณค่าของคุณให้ผู้คนจำนวน มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นหมายถึงการเต็มใจที่จะคิดการใหญ่
คุณ รู้ความหมายของคำว่า ผู้ประกอบการหรือเปล่า? ในการสัมมนาของเรา เราให้คำจำกัดความกับมันว่า "ผู้แสวงหาผลกำไรจากการช่วยคนอื่นแก้ปัญหา" ใช่แล้ว อาชีพนี้ไม่ต่างอะไรจาก "นักแก้ปัญหา"
ยิ่งคุณช่วยคนมาก คุณก็จะ "ร่ำรวย" ยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านจิตใจ อารมณ์ จิตวิญญาณ และที่แน่ๆ ก็คือ ด้านการเงิน
ผมเห็นผู้คนมากมายที่คิดแต่เรื่องเล็กๆ และผู้คนอีกมากมายที่ปล่อยให้ตัวตนซึ่งยึดติดกับความกลัวมีอำนาจควบคุมชีวิต ผลก็คือพวกเราจำนวนมากไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยศักยภาพขั้นสูงสุดที่ตัวเองมี ทั้งในแง่ชีวิตส่วนตัวและการอุทิศตนให้ผู้อื่น
มาเรียน วิลเลียมสัน ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อ A Return to Love เขียนไว้ดังนี้
"คุณ คือบุตรของพระเจ้า การทำแต่สิ่งเล็กๆ ไม่ใช่การรับใช้โลก การหดตัวให้ลีบเล็กเพื่อคนอื่นๆ รอบตัวจะได้ไม่รู้สึกหวาดหวั่นนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร เราต่างถูกลิขิตมาให้เปล่งประกายเฉกเช่นเด็กตัวน้อย เราถือกำเนิดมาเพื่อแสดงพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าซึ่งสถิตย์ในตัวเราให้ เป็นที่ประจักษ์ มันไม่ได้มีอยู่เพียงแต่ในตัวเราบางคน มันมีอยู่ในทุกคน
และ เมื่อเราปล่อยให้แสงสว่างในตัวเราเจิดจ้า เท่ากับเราได้อนุญาตให้คนอื่นทำเช่นเดียวกันโดยไม่รู้ตัว เมื่อเราปลดเปลื้องตัวตนจากความกลัวของเราเอง การดำรงอยู่ของเราก็จะปลดเปลื้องคนอื่นไปด้วยโดยอัตโนมัติ"
ท้าย ที่สุด การคิดเล็กและทำแต่เรื่องเล็กจะนำไปสู่การสิ้นเนื้อประดาตัวและความไม่พอใจ ในตนเอง ส่วนการคิดใหญ่และทำการใหญ่จะนำไปสู่การมีพร้อมทั้งเงินและความหมายในชีวิต คุณเลือกเอาได้ตามใจ!
คนจนคิดการเล็ก
คุณจะได้รับเงินเท่ากับมูลค่าของตัวคุณในท้องตลาด
ปัจจัย ที่บ่งบอกมูลค่าของคุณในท้องตลาดมี 4 ประการ นั่นคือ อุปสงค์ อุปทาน คุณภาพ และปริมาณ จากประสบการณ์ของผม ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่คือ ปริมาณ ซึ่งหมายถึง ปริมาณงานที่คุณสามารถทำได้ในสาขาอาชีพนั้นๆ
พูดอีกอย่างก็คือ คุณสามารถให้บริการหรือสร้างผลกระทบกับจำนวนคนมากแค่ไหน?
ผม เคยเป็นเจ้าของฟิตเนส ตั้งแต่นาทีแรกที่ผมคิดจะทำธุรกิจนั้น ผมตั้งใจจะเปิดสาขาให้ประสบความสำเร็จสักร้อยแห่งและให้บริการคนป็นหมื่นๆคน ในทางกลับกัน คู่แข่งของผมซึ่งเริ่มทำธุรกิจนี้หลังจากผมหกเดือน คาดหวังแค่การสร้างฟิตเนสที่ประสบความสำเร็จเพียงสาขาเดียวเท่านั้น สุดท้ายแล้ว เธอจึงมีฐานะแค่พออยู่ได้ ขณะที่ผมร่ำรวย!ณค่าให้ช
หนึ่งในนักประดิษฐ์และนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเราคือ บัคมินสเตอร์ ฟูลเลอร์ เขาเคยกล่าวไว้ว่า
"จุดประสงค์ในชีวิตของเราคือการเพิ่มคุณค่าให้ชีวิตของผู้คนในยุคนี้และยุคต่อๆไป"
เรา ต่างถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกพร้อมกับพรสวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีโดยธรรมชาติ คุณได้รับของขวัญพิเศษนี้ด้วยเหตุผลประการเดียว นั่นคือ เพื่อนำไปใช้และแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีความสุขที่สุดคือคนที่ใช้พรสวรรค์ของตนอย่างเต็มที่
หนึ่ง ในภารกิจแห่งชีวิตของคุณคือการแบ่งปันพรสวรรค์และคุณค่าของคุณให้ผู้คนจำนวน มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นหมายถึงการเต็มใจที่จะคิดการใหญ่
คุณ รู้ความหมายของคำว่า ผู้ประกอบการหรือเปล่า? ในการสัมมนาของเรา เราให้คำจำกัดความกับมันว่า "ผู้แสวงหาผลกำไรจากการช่วยคนอื่นแก้ปัญหา" ใช่แล้ว อาชีพนี้ไม่ต่างอะไรจาก "นักแก้ปัญหา"
ยิ่งคุณช่วยคนมาก คุณก็จะ "ร่ำรวย" ยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านจิตใจ อารมณ์ จิตวิญญาณ และที่แน่ๆ ก็คือ ด้านการเงิน
ผมเห็นผู้คนมากมายที่คิดแต่เรื่องเล็กๆ และผู้คนอีกมากมายที่ปล่อยให้ตัวตนซึ่งยึดติดกับความกลัวมีอำนาจควบคุมชีวิต ผลก็คือพวกเราจำนวนมากไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยศักยภาพขั้นสูงสุดที่ตัวเองมี ทั้งในแง่ชีวิตส่วนตัวและการอุทิศตนให้ผู้อื่น
มาเรียน วิลเลียมสัน ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อ A Return to Love เขียนไว้ดังนี้
"คุณ คือบุตรของพระเจ้า การทำแต่สิ่งเล็กๆ ไม่ใช่การรับใช้โลก การหดตัวให้ลีบเล็กเพื่อคนอื่นๆ รอบตัวจะได้ไม่รู้สึกหวาดหวั่นนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร เราต่างถูกลิขิตมาให้เปล่งประกายเฉกเช่นเด็กตัวน้อย เราถือกำเนิดมาเพื่อแสดงพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าซึ่งสถิตย์ในตัวเราให้ เป็นที่ประจักษ์ มันไม่ได้มีอยู่เพียงแต่ในตัวเราบางคน มันมีอยู่ในทุกคน
และ เมื่อเราปล่อยให้แสงสว่างในตัวเราเจิดจ้า เท่ากับเราได้อนุญาตให้คนอื่นทำเช่นเดียวกันโดยไม่รู้ตัว เมื่อเราปลดเปลื้องตัวตนจากความกลัวของเราเอง การดำรงอยู่ของเราก็จะปลดเปลื้องคนอื่นไปด้วยโดยอัตโนมัติ"
ท้าย ที่สุด การคิดเล็กและทำแต่เรื่องเล็กจะนำไปสู่การสิ้นเนื้อประดาตัวและความไม่พอใจ ในตนเอง ส่วนการคิดใหญ่และทำการใหญ่จะนำไปสู่การมีพร้อมทั้งเงินและความหมายในชีวิต คุณเลือกเอาได้ตามใจ!
วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ความสำคัญในการจัดประชุมลูกทีม
ในธุรกิจขายตรงระบบเครือข่ายหรือขายตรงหลายชั้นนั้น นักธุรกิจหรือนักขายจะประสบความสำเร็จ ได้ นอกเหนือจากความตั้งใจ, วินัย และความจริงจังในการทำธุรกิจ และความเชื่อมั่นในการที่จะสร้างฝันแห่งโอกาสทางด้านรายได้ให้เป็นความจริง แต่เพียงแค่นี้ยังไม่พอหรอกค่ะ เพราะนักธุรกิจหรือนักขายที่ดีนั้นจะต้องทำธุรกิจอย่างเป็นกระบวนการและเป็นไปตามหลักการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายและพัฒนาลูกทีมในสายงานของตน การสร้างการขายที่ดีและต่อเนื่องรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
และสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจของผู้ที่เป็นแม่ทีมนั้น ก็คือการจัดประชุมกับลูกทีมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดประชุมในแต่ละครั้งนั้น ควรจะมีองค์ประกอบหลักๆ ดังต่อไปนี้
l สรุปผลงานของลูกทีม ชมเชยและตอกย้ำในผลงานที่สามารถทำได้ดีและวางแผนให้ชัดเจนในผลงานที่ต้องปรับปรุง แก้ไข
l การศึกษารายละเอียดของโปรแกรมสนับสนุนให้ชัดเจนและต้องมีการวางแผนอย่างต่อเนื่อง สำหรับโปรแกรมที่เป็นโปรแกรมต่อเนื่อง ราย 2 เดือน รายไตรมาส ครึ่งปี หรือโปรแกรมที่จัดต่อเนื่องทั้งปี
l รายละเอียดของรางวัลหรือผลตอบแทนที่แม่ทีมและลูกทีมจะได้รับในแต่ละโปรแกรม
l การวางแผนงานอย่างรอบคอบ ว่าจะบรรลุเป้าหมายในรอบต่อไปอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น การตั้งเป้าหมาย ของทีม การติดตามผล และการใช้เครื่องมือสนับสนุนที่ทางบริษัทมอบให้ใช้อย่างเป็นประโยชน์มากที่สุด
แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการจัดการประชุมก็คือการให้กำลังใจกับลูกทีม การนำเอารายงานผลงานมาวิเคราะห์ การให้ลูกทีมที่ประสบความสำเร็จได้แบ่งปันรูปแบบและเทคนิคในการทำงานเพื่อพิชิตเป้าหมาย จะช่วยให้ทีมงานที่เหลือได้เรียนรู้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานตนเองได้
การจัดประชุมอาจมีหลายรูปแบบ เช่น การจัดประชุมแบบตัวต่อตัว การจัดประชุมเป็นกลุ่มหรือเป็นสายงาน หรือการจัดประชุมในองค์กรของแม่ทีมใหญ่ ซึ่งการจัดประชุมอาจมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน นอก จากนี้การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารก็เป็นสิ่งสำคัญและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ของทีม โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการประชุม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ Net Meeting/Conference Call เป็นต้น และยังหมายรวมถึงการใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ เพราะบริษัทขายตรงส่วนใหญ่ได้พัฒนาระบบเว็บไซต์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แม่ทีมเพื่อสามารถเข้าไปเช็กยอดขายงานและผลงานประจำรอบผ่านทางเว็บไซต์ และยังสามารถเข้าไปดูยอดขาย, ผลงาน และสถานะของลูกทีม เพื่อช่วยสนับสนุนและดูแลลูกทีมในเรื่องของการทำงานได้อย่างทั่วถึง และพร้อมที่จะทำให้ แม่ทีมบริหารงานในเครือข่ายของตนเองได้อย่างถูกต้อง และเต็มประสิทธิภาพ
และที่สำคัญการจัดประชุมที่มีประสิทธิภาพ นอก จากจะทำให้สามารถวิเคราะห์และปรับรูปแบบการทำงาน แล้ว ยังเป็นการแสดงถึงพลังของทีมเวิร์กและการก้าวสู่ความสำเร็จของทีมไปพร้อมๆ กัน และเมื่อลูกทีมประสบความสำเร็จก็จะส่งผลถึงความสำเร็จของแม่ทีม นอกจากนี้การสร้างความสำเร็จบนพื้นฐานของการทำงาน ที่ถูกต้อง และเป็นระบบการสื่อสารและการติดตามผลที่ดี มีส่วนสำคัญในการทำงานระบบ Network ซึ่งเวทีในการจัดประชุมเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิด การพัฒนาความเข้าใจในการทำงาน การยกย่องให้กำลัง ใจ การวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ค่ะ
และสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจของผู้ที่เป็นแม่ทีมนั้น ก็คือการจัดประชุมกับลูกทีมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดประชุมในแต่ละครั้งนั้น ควรจะมีองค์ประกอบหลักๆ ดังต่อไปนี้
l สรุปผลงานของลูกทีม ชมเชยและตอกย้ำในผลงานที่สามารถทำได้ดีและวางแผนให้ชัดเจนในผลงานที่ต้องปรับปรุง แก้ไข
l การศึกษารายละเอียดของโปรแกรมสนับสนุนให้ชัดเจนและต้องมีการวางแผนอย่างต่อเนื่อง สำหรับโปรแกรมที่เป็นโปรแกรมต่อเนื่อง ราย 2 เดือน รายไตรมาส ครึ่งปี หรือโปรแกรมที่จัดต่อเนื่องทั้งปี
l รายละเอียดของรางวัลหรือผลตอบแทนที่แม่ทีมและลูกทีมจะได้รับในแต่ละโปรแกรม
l การวางแผนงานอย่างรอบคอบ ว่าจะบรรลุเป้าหมายในรอบต่อไปอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น การตั้งเป้าหมาย ของทีม การติดตามผล และการใช้เครื่องมือสนับสนุนที่ทางบริษัทมอบให้ใช้อย่างเป็นประโยชน์มากที่สุด
แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการจัดการประชุมก็คือการให้กำลังใจกับลูกทีม การนำเอารายงานผลงานมาวิเคราะห์ การให้ลูกทีมที่ประสบความสำเร็จได้แบ่งปันรูปแบบและเทคนิคในการทำงานเพื่อพิชิตเป้าหมาย จะช่วยให้ทีมงานที่เหลือได้เรียนรู้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานตนเองได้
การจัดประชุมอาจมีหลายรูปแบบ เช่น การจัดประชุมแบบตัวต่อตัว การจัดประชุมเป็นกลุ่มหรือเป็นสายงาน หรือการจัดประชุมในองค์กรของแม่ทีมใหญ่ ซึ่งการจัดประชุมอาจมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน นอก จากนี้การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารก็เป็นสิ่งสำคัญและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ของทีม โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการประชุม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ Net Meeting/Conference Call เป็นต้น และยังหมายรวมถึงการใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ เพราะบริษัทขายตรงส่วนใหญ่ได้พัฒนาระบบเว็บไซต์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แม่ทีมเพื่อสามารถเข้าไปเช็กยอดขายงานและผลงานประจำรอบผ่านทางเว็บไซต์ และยังสามารถเข้าไปดูยอดขาย, ผลงาน และสถานะของลูกทีม เพื่อช่วยสนับสนุนและดูแลลูกทีมในเรื่องของการทำงานได้อย่างทั่วถึง และพร้อมที่จะทำให้ แม่ทีมบริหารงานในเครือข่ายของตนเองได้อย่างถูกต้อง และเต็มประสิทธิภาพ
และที่สำคัญการจัดประชุมที่มีประสิทธิภาพ นอก จากจะทำให้สามารถวิเคราะห์และปรับรูปแบบการทำงาน แล้ว ยังเป็นการแสดงถึงพลังของทีมเวิร์กและการก้าวสู่ความสำเร็จของทีมไปพร้อมๆ กัน และเมื่อลูกทีมประสบความสำเร็จก็จะส่งผลถึงความสำเร็จของแม่ทีม นอกจากนี้การสร้างความสำเร็จบนพื้นฐานของการทำงาน ที่ถูกต้อง และเป็นระบบการสื่อสารและการติดตามผลที่ดี มีส่วนสำคัญในการทำงานระบบ Network ซึ่งเวทีในการจัดประชุมเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิด การพัฒนาความเข้าใจในการทำงาน การยกย่องให้กำลัง ใจ การวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ค่ะ
วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)