แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ oneolife นีโอไลฟ์ อมรศรี สปาช้อปตลิ่งชัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ oneolife นีโอไลฟ์ อมรศรี สปาช้อปตลิ่งชัน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

คนรวยให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวเอง
คนจนทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน
ถ้า คุณเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ คุณคงเติบโตขึ้นมาโดยถูกสั่งสอนให้ "ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงิน" ในทางตรงกันข้าม เป็นไปได้มากทีเดียวว่าคุณคงไม่เคยถูกสอนว่า "การใช้เงินทำงานหนัก" ให้คุณก็สำคัญไม่แพ้กัน

ควรรวยมีเวลาเล่นสนุกสนานและพักผ่อนเพราะพวก เขาทำงานอย่างชาญฉลาด พวกเขาเข้าใจและนำหลักการเพิ่มค่าของเงินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พวกเขาจ้างคนมาทำงานและยังใช้เงินของตนทำงานแทนด้วย

คน รวยเข้าใจว่า "คุณ" ต้องทำงานหนัก จนกระทั่ง "เงิน" ของคุณสามารถทำงานหนักให้คุณได้ และตัวคุณเองก็ไม่จำเป็นต้องทำงานอีกต่อไป พวกเขาเข้าใจว่า ยิ่งเงินของคุณทำงานหนักเท่าไหร่ ตัวคุณจำเป็นต้องทำงานน้อยลงเท่านั้น

ขอย้ำอีกครั้งว่า ก่อนอื่นคุณต้องทำงานหนักเพื่อหาเงิน แล้วจึงให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวคุณเองบ้าง

ใน การสัมมนาของผม เกมการเงินของเรามีเป้าหมายเพื่อให้ "ไม่ต้องทำงานอีกเลย...นอกเสียจากคุณเลือกที่จะทำ" และถ้าคุณต้องทำงาน คุณก็จะทำงาน "ด้วยใจรัก ไม่ใช่เพราะความจำเป็น"

อิสรภาพ ทางการเงินในนิยามของผมคือ ความสามารถที่จะดำเนินชีวิตในรูปแบบที่คุณต้องการโดยไม่จำเป็นต้องทำงานหรือ พึ่งพาคนอื่นในเรื่องเงิน คุณจะมีอิสรภาพทางการเงินเมื่อรายได้งอกเงยของคุณมีจำนวนมากกว่ารายจ่าย

แหล่งที่มาของรายได้งอกเงยอย่างแรกคือ "เงินสร้างเงิน" ซึ่ง ได้แก่ รายได้จากการลงทุน เช่น หุ้น พันธบัตร ตั๋วเงินคงคลัง ตลาดเงิน กองทุนรวม รวมไปถึงทรัพย์สินอื่นๆ ที่ถือว่ามีค่าและแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

แหล่งรายได้งอกเงยอีกอย่างคือ "ธุรกิจสร้างเงิน" หรือธุรกิจซึ่งนำมาซึ่งรายได้ต่อเนื่องโดยคุณไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อให้ธุรกิจนั้นสามารถดำเนินการหรือสร้างรายได้ ตัวอย่างเช่น การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ค่าลิขสิทธิ์หนังสือ ดนตรี หรือซอฟท์แวร์ การขายแฟรนไชส์ การให้เช่าโกดังเก็บสินค้า การทำธุรกิจแบบเครือข่าย การลงทุนกับเครื่องขายของหรือหยอดเหรียญต่างๆ ฯลฯ หลักการคร่าวๆคือ การให้ธุรกิจทำงานแทนคุณและสร้างรายได้ด้วยตัวของมันเอง

ผมไม่ได้ กล่าวถึงความสำคัญของการสร้างรายได้งอกเงยมากเกินความเป็นจริงหรอก เพราะถ้าคุณไม่มีรายได้งอกเงย คุณย่อมไม่มีทางเป็นอิสระทางการเงินอย่างแน่นอน

แต่คุณรู้ไห ม่ว่าคนส่วนใหญ่มีปัญหากับการสร้างรายได้งอกเงยมาก เหตุผลมีสามประการ ข้อแรกคือการถูกปลูกฝังตั้งแต่ในวัยเด็ก พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกโปรแกรมมาไม่ให้สร้างรายได้งอกเงย ข้อสอง ไม่มีใครเคยสอนเราว่าจะสร้างรายได้งอกเงยได้อย่างไร ข้อสุดท้าย ในเมื่อเราไม่เคยถูกสอนเรื่องการสร้างรายได้งอกเงยเลย เราจึงไม่ให้ความสนใจกับมัน เรามีรายได้จากการประกอบอาชีพและทำธุรกิจเป็นหลัก แต่ถ้าคุณเข้าใจตั้งแต่ในวัยเด็กว่าจุดมุ่งหมายหลักทางการเงินของเรา คือการสร้างรายได้งอกเงย คุณอาจคิดทบทวนก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพก็เป็นได้

คุณ มีสองวิธีให้เลือกในการสร้างความร่ำรวย นั่นคือ คุณต้องมีรายได้มากขึ้น หรือใช้เงินน้อยลง คุณมีอำนาจในการตัดสินใจเลือก อะไรที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณ? คนจนมักเลือกความสุขชั่วครู่ชั่วยาม ขณะที่คนรวยเลือกความสมดุล

บ่อย ครั้งที่ "การใช้เงิน" ทั้งๆที่ "ไม่มี" เป็นเพียง "การระบาย" อารมณ์ที่คุณมีอาการนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป่วา การบำบัดด้วยการซื้อ

จง ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่คุณสามารถซื้อได้ในตอนนี้ ถ้าคุณต้องการเงินทุนมากกว่าที่มี คุณอาจร่วมหุ้นกับคนที่คุณเชื่อใจและรู้จักดีก็ได้ ทางเดียวที่คุณจะมีปัญหาจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็คือ การจ่ายเกินกำลังหรือจำเป็นต้องขายตอนราคาตก อย่างที่เขาพูดกันนั่นแหละว่า "อย่ารอเวลาที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อไว้ก่อนแล้วค่อยรอทีหลังจะดีกว่า"

เคล็ด ลับคือการศึกษาค้นคว้า การเรียนรู้เรื่องการลงทุน หัดทำความคุ้นเคยกับวิธีลงทุนและเครื่องมือทางการเงินต่างๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น กองทุน พันธบัตร การแลกเปลี่ยนเงินตรา ฯลฯ จากนั้นฝึกปรือความสามารถด้านใดด้านหนึ่งให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เริ่มต้นลงทุนในด้านนั้นแล้วค่อยหัดลงทุนในด้านอื่นๆ ต่อไป

สรุป ได้ว่า คนจนทำงานหนักและใช้เงินทั้งหมดที่หามาได้ พวกเขาจึงต้องทำงานหนักตลอดไป ส่วนคนรวยทำงานหนัก สะสมเงิน และนำไปลงทุน พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องทำงานหนักอีก





คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงิน
คนจนเก่งเรื่องการบริหารเงินแบบผิดๆ
คน รวยไม่ได้ฉลาดกว่าคนจน พวกเขาเพียงแต่มีนิสัยในด้านการเงินที่แตกต่างและเอื้อต่อการสร้างความ มั่งคั่งมากกว่า ลักษณะนิสัยดังกล่าวเป็นผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูในอดีต ดังนั้น ถ้าคุณบริหารเงินได้ไม่ดี นั่นอาจหมายความว่า คุณไม่ได้ถูกสอนมาให้บริหารเงิน อีกข้อหนึ่งคือเป็นไปได้มากทีเดียวว่าคุณอาจไม่รู้วิธีบริหารเงินอันแสนง่าย ดายและเปี่ยมประสิทธิภาพ โรงเรียนไม่ได้สอนวิชา "ร้อยแปดวิธีการบริหารเงิน" เราเรียนแต่เรื่องสงครามกลางเมืองกู้ชาติ และแน่นอนครับ นั่นเป็นความรู้ที่ผมเอามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อักโขทีเดียว

คนจนนั้น ถ้าพวกเขาไม่ชอบบริหารเงินด้วยเหตุผลหลักๆ ก็มักหลีกเลี่ยงมันไปเลย ผู้คนไม่ชอบบริหารเงินด้วยเหตุผลหลักๆเพียงสองข้อ

ข้อแรกคือ พวกเขาบอกว่ามันเป็นการจำกัดอิสรภาพ

ผม ขอบอกว่าการบริหารเงินไม่ได้จำกัดอิสรภาพของคุณแม้แต่น้อย...ตรงกันข้าม มันให้อิสระแก่คุณต่างหาก การบริหารเงินจะช่วยให้คุณได้รับอิสรภาพทางการเงินได้ในที่สุด คุณจึงไม่จำเป็นต้องทำงานอีก สิ่งนี้ต่างหากที่เป็นอิสรภาพที่แท้จริงสำหรับผม

ข้อสองคือ พวกที่แก้ตัวว่า "ฉันไม่มีเงินมากขนาดจำเป็นต้องบริหาร"

ที่ถูกต้องพวกเขาควรพูดว่า "เมื่อฉันเริ่มบริหารเงิน ฉันจึงจะมีเงินมาก"

มัน ก็เหมือนกับคนอ้วนที่พูดว่า "ฉันจะเริ่มออกกำลังกายและควบคุมอาหารทันทีที่ฉันลดน้ำหนักได้ยี่สิบปอนด์" ขั้นแรกคุณต้องบริหารเงินที่มีให้ดีเสียก่อน แล้วคุณก็จะมีเงินให้บริหารมากขึ้นไปอีก

กฎของสวรรค์ก็คือ "ถ้าคุณยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าคุณจัดการกับสิ่งที่มีอยู่ในมือได้ คุณก็จะไม่ได้รับอะไรเพิ่ม!"

คุณ ต้องบ่มเพาะนิสัยและทักษะในการบริหารเงินก้อนเล็กๆ ก่อนที่จะมีเงินก้อนใหญ่ การบริหารเงินจนกลายเป็นนิสัยย่อมมีความสำคัญกว่าจำนวนเงินที่เราบริหาร

แล้วคุณจะบริหารเงินของคุณอย่างไร? ผมจะให้หลักการสักสองสามข้อเพื่อให้คุณสามารถนำไปใช้ได้

ให้ คุณเปิด "บัญชีอิสรภาพทางการเงิน" ของคุณเพิ่มอีกบัญชีหนึ่ง แล้วฝากเงิน 10% ของทุกบาทที่คุณหามาได้ (หลังหักภาษีแล้ว) ไว้ในบัญชีนี้ เงินส่วนนี้มีไว้เพื่อการลงทุนและซื้อหรือสร้างแหล่งรายได้งอกเงยเท่านั้น ห้ามนำเงินในบัญชีนี้ไปใช้ซื้อของ ใช้ได้เฉพาะการลงทุนเท่านั้น

มี ผู้เข้าร่วมสัมมนาคนหนึ่งถามผมว่า "ผมจะบริหารเงินได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้ยังต้องหยิบยืมเงินคนอื่นมาใช้เพื่อ ให้อยู่รอดไปวันๆอย่างนี้?"

คำตอบคือ "จงยืมมาเพิ่มอีกหนึ่งดอลลาร์ แล้วบริหารเงินหนึ่งดอลลาร์นั้น"

เพราะ ในที่นี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่กฎแห่งโลก "ภายนอก" เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกฎแห่งโลก "ภายใน" ด้วย ปาฏิหารย์แห่งการเงินจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณแสดงให้สวรรค์เห็นว่าคุณบริหาร เงินของคุณได้อย่างเหมาะสมแล้ว

นอกจากการ เปิดบัญชีอิสรภาพทางการเงินแล้ว คุณควรมีกระปุกอิสรภาพทางการเงินไว้ในบ้าน และหยอดเงินใส่มันทุกวันไม่ว่าจะเป็น 10 ดอลลาร์ 5 ดอลลาร์ 1 ดอลลาร์ เงินเพนนีเดียวหรือเศษเงินก้อนกระเป๋าทั้งหมด

จำนวน เงินไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำให้เป็นนิสัย เคล็ดลับคือการให้ "ความสนใจ" กับจุดมุ่งหมายที่จะไปสู่อิสรภาพทางการเงินทุกๆวัน

คู่ เหมือนดึงดูดกัน เงินดึงดูดเงิน กระปุกธรรมดาๆของคุณจะกลายเป็น "แม่เหล็กดูดเงิน" เพื่อดึงดูดเงินจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งโอกาสแห่งการมีอิสรภาพทางการเงินด้วย

นอกจากนี้ คุณควรมีอีกบัญชีไว้เก็บเงินจำนวนเท่าๆ กันสำหรับ "ผลาญ" เล่นเพื่อความสุขส่วนตัวโดยเฉพาะ

หนึ่ง ในเคล็ดลับสำคัญแห่งการบริหารเงินคือควาสมดุล คุณควรเก็บเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับนำไปใช้ลงทุนเพื่อ ให้เม็ดเงินงอกเงย แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ต้องแบ่งเงิน 10% ของรายได้ใส่ไว้ในบัญชี "ใช้เล่น" ด้วย

เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด คุณไม่มีทางสร้างผลกระทบกับด้านใดด้านหนึ่งของชีวิตโดยไม่ส่งผลกับด้านอื่นๆ หรอก ถ้าคุณเอาแต่เก็บออม ในที่สุดจิตใจบางส่วนของคุณที่มองหาความสนุกก็จะบอกว่า "ฉันทนมานานพอแล้ว ฉันควรได้รับความสนใจบ้าง" แล้วก็ล้างผลาญทุกอย่างที่คุณเพียรสะสมมา

กฎเหล็กของบัญชีเงินใช้เล่นคือ เงินที่เก็บไว้ในบัญชีนี้จะต้องถูกนำไปใช้ทุกเดือน

หนทางเดียวที่เราจะเก็บออมเงินได้สำเร็จก็คือ การได้ใช้จ่ายเงินเพื่อความบันเทิงเป็นรางวัลชดเชยสำหรับความพยายามในการเก็บออม

นอกจากบัญชีเงินใช้เล่นและบัญชีอิสรภาพทาการเงินแล้ว ผมขอแนะนำให้คุณเปิดอีกสี่บัญชี เพื่อแยกรายได้ของคุณเก็บไว้ดังนี้

10% ใส่บัญชีเงินออมระยะยาวเพื่อการใช้จ่าย
10% ใส่บัญชีเพื่อการศึกษา
50% ใส่บัญชีเพื่อการใช้จ่ายที่จำเป็น
10% ใส่บัญชีเพื่อการให้


ถ้า คุณบริหารเงินของคุณตามหลักการนี้คุณจะสามารถมีอิสรทางการเงินได้ด้วยรายได้ ไม่มาก ถ้าคุณบริหารเงินได้ไม่ดี แม้จะมีรายได้มหาศาล คุณก็ไม่สามารถมีอิสระทางการเงินได้

เงินเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของคุณ เมื่อคุณเรียนรู้วิธีควบคุมการเงิน ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้นในทุกๆ ด้าน

(จาก หนังสือ "ไขความลับสมองเงินล้าน" (Secrets of the Millionaire Mind) ของ T. Harv Eker จัดพิมพ์โดย สนพ.WeLEARN ราคา169บาท เนื้อหาที่นำมาลงไว้เป็นเนื้อหาที่ถูกตัดตอนมาแค่บางส่วนเท่านั้น ที่เหลือตลอดทั้งเล่มยังมีเนื้อหาดีๆ ให้ได้อ่านกันอีกมาก ถ้าเพื่อนๆคนไหนสนใจสามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป )

- ฝากไว้ -
อ่านมาถึงบทที่ 14 แล้ว เป็นไงกันบ้าง? ใครมีความคิดเห็นอย่างไรฝากกันไว้ได้นะ

ถ้า ดูจากในบทนี้จะเห็นว่าเนื้อหาการทำบัญชีที่แนะนำไว้นั้น จาก100% เราจะมีเงินไว้สำหรับใช้เล่น 10% ที่ต้องใช้ให้หมดทุกเดือน กับเงินรายจ่ายที่จำเป็นอีก 50% ส่วนนอกนั้นจะกลายเป็นเงินออมทั้งหมดอีก 40% อยากให้ทุกคนที่อ่านแล้วร่วมกันแสดงความเห็นไว้ใน blog ให้ทีนะ หรือถ้าใครจะเอาไปลองทำแล้วได้ผลยังไงมาบอกกันมั่ง

ส่วนอีก 3 บทสุดท้ายจะทยอยอัพให้ รับรองเนื้อหาเข้มข้นแน่นอน :-
















คนรวยเลือก "ทั้งสองทาง"
คนจนเลือก "ทางใดทางหนึ่ง"
คน รวยอยู่ในโลกแห่งความพรั่งพร้อม คนจนอยู่ในโลกแห่งข้อจำกัด แน่นอน ทั้งสองต่างอยู่บนโลกใบเดียวกัน แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่มุมมองของพวกเขา

คน จนและชนชั้นกลางส่วนใหญ่มาจากพื้นเพที่ยากลำบาก พวกเขาใช้ชีวิตโดยมีคำขวัญประจำใจว่า "ไม่มีอะไรที่เพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้หรอก และเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะมีพร้อมทุกอย่าง"

แต่ถึงคุณไม่อาจมีได้ "ทุกอย่าง" หรือทุกๆสิ่งบนโลกใบนี้ ผมก็เชื่อว่าคุณสามารถมี "ทุกอย่างที่คุณต้องการจริงๆ" ได้อย่างแน่นอน

คนรวยเข้าใจว่า ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพียงเล็กน้อย คุณย่อมสามารถคิดหาหนทางเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดทั้งสองด้านแทบทุกครั้ง

คำถามสำคัญที่คุณต้องถามตัวเองก็คือ "ฉันจะมีทั้งสองอย่างได้อย่างไร?"

คำถามนี้จะเปลี่ยนชีวิตคุณจากชีวิตที่ขาดแคลนและเต็มไปด้วยข้อจำกัดไปสู่สรวงสวรรค์ที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นไปได้และความอุดมสมบูรณ์

การ คิดถึง "สองทางเลือก" มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเงิน คนจนและชนชั้นกลางเชื่อว่าตนต้องเลือกระหว่างเงินและสิ่งอื่นๆในชีวิต ผลที่ตามมาคือ พวกเขาสรรหาข้ออ้างมาทำให้เงินกลายเป็นเรื่องสำคัญรองจากสิ่งอื่นๆ

ขอ ย้ำให้ชัดอีกครั้งว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ! การบอกว่าเงินไม่สำคัญเท่าสิ่งอื่นๆในชีวิตเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ สำหรับคุณแล้ว อะไรสำคัญกว่ากันระหว่างแขนและขา? เป็นไปได้ไหมว่ามันอาจสำคัญทั้งสองอย่าง?

คนที่ร่ำรวยล้วนเข้าใจดีว่า คุณต้องเลือกทั้งสองอย่าง เหมือนที่คุณต้องมีทั้งแขนและขา นั่นคือ คุณต้องมีเงินและมีความสุขด้วย

ถ้า คุณต้องการมีชีวิตที่ปราศจากขีดจำกัด ไม่ว่าในสถานการณ์ใดก็ตาม จงปล่อยวางความคิดที่จะเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และมุ่งมั่นกับความตั้งใจที่จะมี "ทั้งสองอย่าง"

คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส
คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค
คนจนตัดสินใจโดยยึดติดกับความกลัว
ในทุกสถานการณ์สมองของพวกเขาจะเฟ้นหาแต่ข้อผิดพลาดหรือสิ่งที่อาจกลายเป็น เรื่องผิดพลาด ความคิดหลักๆในหัวของพวกเขาคือ "แล้วถ้ามันไม่ได้ผลล่ะ?" หรือที่บ่อยครั้งกว่านั้นคือ "มันไม่ได้ผลหรอก"

ชนชั้นกลางมองโลกในแง่ดีกว่าหน่อย พวกเขาชอบคิดว่า "ฉันหวังว่ามันจะได้ผลนะ"

ส่วน คนรวย พวกเขารับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในชีวิตของตัวเอง และทำสิ่งต่างๆ ด้วยความคิดในทำนองที่ว่า "มันต้องได้ผลแน่เพราะฉันจะทำให้มันได้ผล"

คนรวยคาดหวังความสำเร็จ พวกเขาเชื่อมั่นในความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง

ยิ่งรางวัลตอบแทนมีค่ามากเท่าไหร่ คุณก็ต้องยอมเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากคนรวยมองเห็นโอกาสตลอดเวลา พวกเขาจึงเต็มใจที่จะเสี่ยง

คนรวยเชื่อว่าถ้าเกิดเรื่องเลวร้ายจนกระทั่งย่ำแย่ถึงขีดสุด พวกเขาก็มีวิธีหาเงินกลับคืนมาได้เสมอ

ใน ทางกลับกันคนจนคาดหวังแต่ความล้มเหลว พวกเขาขาดความเชื่อมั่นในตัวเองและความสามารถของพวกเขา คนจนเชื่อว่าถ้าสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด นั่นหมายถึงหายนะ และเนื่องจากพวกเขามักมองเห็นแต่อุปสรรค พวกเขาจึงมักไม่ยอมเสี่ยง และเมื่อไม่ยอมเสี่ยง พวกเขาก็ไม่ได้รับรางวัลตอบแทน

แม้คนจนจะ อ้างว่าตนเองกำลังเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโอกาส สิ่งที่พวกเขาทำจริงๆก็คือ การนั่งเฉย พวกเขากลัวจนหัวหด เอาแต่กระแอมไอ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเป็นปีๆ และเมื่อถึงเวลานั้น โอกาสก็หายสาบสูญไปแล้ว

ประเด็น ก็คือ ไม่มีทางที่โชค...หรือสิ่งอื่นใดที่มีค่า...จะมาถึงตัวคุณได้เลยถ้าคุณไม่ลง มือทำการใดๆ หากต้องการความสำเร็จทางการเงิน คุณต้องทำอะไรบางอย่าง

กุญแจสำคัญอีกอย่างคือ คนรวยให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ ส่วนคนจนให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการอีกเช่นเคย

กฎครอบจักรวาลระบุว่า "สิ่งที่คุณให้ความสนใจจะยิ่งเพิ่มขยายผล"

เพราะ คนรวยให้ความสนใจกับโอกาสในทุกสถานการณ์ พวกเขาจึงได้รับโอกาสมากมาย ตรงข้ามกับคนจน เพราะคนจนให้ความสนใจกับอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำสิ่งใดก็ตาม พวกเขาจึงได้รับแต่อุปสรรค

จงให้ความสนใจกับโอกาส แล้วคุณก็จะได้รับโอกาส

ชีวิต คุณไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว คุณไม่ควรใช้เวลาทั้งชีวิตเฝ้าดับไฟ คนที่ทำอย่างนั้นคือคนที่ก้าวถอยหลัง! คุณควรใช้เวลาและพลังที่มีไปกับการคิดและลงมือทำ ก้าวอย่างมั่นคงไปข้างหน้า ไปสู่เป้าหมายของคุณ

ถ้าคุณอยากรวยจงมุ่งความสนใจไปที่การหาเงิน การเก็บเงิน และการลงทุน ถ้าคุณอยากจน จงมุ่งความสนใจไปที่การใช้เงิน

มัน เป็นเรื่องเหลวไหลถ้าจะคิดว่าคุณสามารถล่วงรู้ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มันเป็นเรื่องหลอกลวงถ้าจะเชื่อว่าคุณสามารถเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ ที่อาจเกิดขึ้นในภายหน้าและป้องกันตนเองได้ คุณรู้ไหมว่าในจักรวาลนี้ไม่มีเส้นตรง? ชีวิตก็ย่อมไม่ได้ดำเนินไปตามเส้นที่ตรงสุดๆเช่นเดียวกัน มันเคลื่อนที่ไปเหมือนสายน้ำที่คดเคี้ยว บ่อยครั้ง คุณสามารถเห็นได้เพียงหัวโค้งข้างหน้า และเมื่อคุณไปถึงหัวโค้งนั้นแล้วนั่นแหละ คุณจึงจะเห็นทางโค้งอื่นๆ ที่ทอดรออยู่

ผมมีคำขวัญประจำใจว่า "การลงมือทำดีกว่าการไม่ลงมือทำ"

คน รวยกล้าเริ่มต้น พวกเขาเชื่อว่าเมื่อพวกเขาร่วมเล่นเกมแล้ว พวกเขาจะสามารถใช้ไหวพริบตัดสินใจได้ในทุกขณะ พร้อมทั้งแก้ไขถูกผิด และปรับหางเสือขณะแล่นเรือไปตามทาง

คนจนไม่เชื่อมั่นใน ตัวเองหรือความสามารถของตน ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าจะต้องรู้ทุกๆอย่างล่วงหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่ยอมเปิดฉากลุยเสียที!

คนจนเอา แต่บอกตัวเองว่า "ฉันจะไม่ทำอะไรทั้งนั้นจนกว่าจะรู้ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด และรู้อย่างแน่ชัดว่าจะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร" ดังนั้น พวกเขาจึงไม่มีทางลงมือทำอะไร และกลายเป็นฝ่ายแพ้เสมอ

คนรวยมองเห็นโอกาส กระโจนใส่มัน และร่ำรวยยิ่งขึ้น แล้วคนจนล่ะ มัวทำอะไรอยู่? พวกเขาก็ยัง "เตรียมตัว" อยู่น่ะสิ!

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การ “แสวงหาผู้นำ”

หลักการเริ่มต้นในการ “แสวงหาผู้นำ”

และ “การสร้างผู้นำ” ในธุรกิจเครือข่าย
- เก่งคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทีมงาน หรือดาวไลน์เก่งด้วย
- คนเก่งที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูง ช่วงเริ่มแรกจะโตเร็วมาก แต่หลังจากนั้นจะชะลอ
- เราต้องแสวงหาผู้ที่มีแววว่าจะเป็นผู้นำ และพัฒนาสร้างผู้นำคนนั้นขึ้นมา
- เราสปอนเซอร์ทุกคน ไม่เลือกว่าเก่งหรือไม่เก่ง แต่เราจะไม่สร้างทุกคนให้เป็นผู้นำ
- เราต้องคัดเลือกและแสวงหา เพื่อมาพัฒนาความรู้ ทักษะ ความสามารถ

วิธีคัดเลือก
- คนที่ยอมเรียนรู้ ไม่มีข้อแม้ในการทำธุรกิจ
- กระตือรือร้นทำธุรกิจ

วิธีค้นหา
- สปอนเซอร์อย่างสม่ำเสมอ ทั้งติดตัว และสายลึก
- ถ้ามุ่งมั่น และไม่ลดละความพยายาม ไม่ช้าหรือเร็ว ก็จะค้นพบ
เมื่อค้นพบผู้นำ ขั้นต่อไป

- การติดตามพัฒนาสร้างผู้นำ
- หลายคนกระตือรือร้น แต่ 3 – 4 เดือน ก็เลิกจากธุรกิจไป

สาเหตุคือ
- เราค้นพบผู้นำ แต่สร้างไม่เป็นต่างหาก
- ผู้นำในธุรกิจ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นจาก การติดตาม พัฒนา สร้างเขาขึ้นมาเป็นผู้นำ ต้องใช้เวลา เดือน ถึง 1 ปี แต่ผลตอบ แทนมันคุ้ม เป็นรายได้เกินกว่า 6 หลักในอนาคต 1 ถึง 2 ปี

ผู้นำต้องทำได้ 10 ข้อ

1. รู้และเข้าใจเรื่องราวความเป็นมาของบริษัท

2. เข้าใจและสามารถอธิบายแผนการตลาดได้

3. ใช้สินค้าอธิบายแนะนำคุณประโยชน์ของสินค้าได้

4. ตอบข้อโต้แย้งหรือแก้ไขข้อโต้แย้งที่พบบ่อยๆได้

5. อธิบายข้อดีของธุรกิจ MLM ให้คนเข้าใจได้

6. เข้าใจระบบงาน การเช็คยอด ตรวจสอบเป็น

7. วิเคราะห์ผลการทำงานประจำเดือนเป็น ว่าดีขึ้นหรือตกต่ำ และกำหนดวิธีการทำงานในอนาคตได้

8. เป็นวิทยากร แนะนำธุรกิจและฝึกอบรมความรู้ได้

9. จัดการประชุม ทีมงานเป็น

10. มีวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำองค์กร

- ประเมินทุกๆ เดือนว่าทีมงานมีการพัฒนาเป็นอย่างไรบ้าง โดยให้คะแนนแต่ละข้อ ถ้าคะแนนไม่ถึง 25 มีโอกาสล้มเหลว มนุษย์ทุกคนไม่มีใคร สมบูรณ์แบบมาก่อน แต่สามารถพัฒนาได้ หน้าที่ของเราที่ต้องพัฒนาเขาให้มีความรู้ ความสามารถ จนเขาประสบความสำเร็จ

- ถ้าเราไม่สามารถ สอนหรือพัฒนาเขาได้ ให้นำมาที่ประชุม ที่มีแม่ทีมระดับสูงจัดขึ้น เมื่อเขามีโอกาสได้เรียนรู้สม่ำเสมอ เขาสามารถที่จะเป็นผู้นำ และประสบผลสำเร็จได้

แบ่งเวลาทำงานอย่างไร ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ธุรกิจ MLM ไม่มีเพดานของรายได้

ปัจจัยที่ทำให้คนส่วนใหญ่ล้มเหลวจากธรกิจ MLM คือ

- ลงมือทำน้อยเกินไป

งานประจำ ราชการ รัฐวิสาหกิจ ทำประมาณ 23 วันต่อเดือน

ค้าขาย หรือทำธุรกิจส่วนตัวอาจจะทำตลอดทั้งเดือนไม่มีวันหยุดเลย

แล้วทำธุรกิจ MLM ควรจะทำเดือนละกี่วันดี

บางคนบอกว่าได้โบนัส 500 บาทเอง เดือนที่ผ่านมาท่านทำกี่วัน กี่ชั่วโมง

บางคนบ่น สมัครมา 1 ปี ได้โบนัส เดือนละ 1,000 เอง ที่ผ่านมาเดือนหนึ่งทำงานกี่วัน เดือนหนึ่งต้องทำอย่างน้อย 15 วัน ตั้งใจทำงาน โดย

แนะนำบริษัท สินค้า แผน เชิญชวนคนเข้าร่วมธุรกิจ เป็นพี่เลี้ยง แนะนำวิธีการทำงานให้ดาวไลน์

เข้าประชุม ฝึกอบรมความรู้ ความสามารถ ไม่ขาดการประชุม ทำงานอย่างน้อย 15 วันต่อเดือน เพื่อแลกกับความหวังของชีวิต

"เมื่อตัดสินใจทำ ต้องทำให้ได้และให้ดี "

ทำ MLM ต้องคิดให้เป็นถึงสำเร็จ

เราต้องการสิ่งเหล่านี้ในอนาคตหรือไม่

- รายได้เดือนละ แสนต่อเดือน

- บ้านหลังใหญ่

- รถคันหรู

- เงินเก็บมากมาย

มนุษย์เก่งเพราะเขาได้พบ ได้เห็น ได้เรียนรู้ ได้ปฏิบัติ

- ถ้า 5 ปีประสบผลสำเร็จ มันคุ้มค่าหรือเปล่า 5 ปี เพื่อแลกกับชีวิตที่มีคุณภาพ

- เป็นการลงทุนกับเวลาที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับเวลาที่เหลืออยู่อีกหลายสิบปี

“เพื่อแลกกับบางอย่างที่สำคัญต่อชีวิต”

- คุณต้องเรียนรู้ อ่านหนังสือ

คุณจะประสบความสำเร็จเร็วขึ้นเพราะการจัดประชุมแนะนำธุรกิจ

ความสำเร็จเกิดจากการสร้างองค์กร
- ให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ บริษัท สินค้า และแผนการตลาด
- ถ่ายทอดในสิ่งที่รู้ได้
- แนวทางในการพัฒนาทีมงาน

- วีซีดี

- หนังสือ

- ประชุม

- RES

ความสำเร็จในธุรกิจที่โตและได้ผลที่สุดคือ การจัดประชุม
- การจัดประชุม เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจ
- การจัดประชุม แนะนำผลิตภัณฑ์
- การจัดประชุม เพื่อแนะนำวิธีการทำงาน และเทคนิค เพื่อพัฒนาทีมงาน
- การจัดประชุม เพื่อเน้นกิจกรรมกลุ่ม เพื่อสร้างสายสัมพันธ์
- การจัดประชุม เพื่อกระตุ้นพลัง ยกย่องผู้ประสบความสำเร็จ จุดไฟการทำงาน
การจัดประชุมกลุ่มย่อยไม่กี่คน
- ที่บ้าน
- สำนักงาน
- ศูนย์
- โรงแรม

คนที่ประสบความสำเร็จมีคุณสมบัติที่เหมือนกันอยู่ข้อหนึ่งคือ
- สามารถจัดกลุ่มประชุมเองได้ ทำสม่ำเสมอ บางท่านเป็นวิทยากรเองได้ บางท่านเชิญแม่ทีม

สรุปถ้าท่านอยากเติบโตเร็วท่านต้องเริ่มจัดประชุมกลุ่มองค์กรของท่าน หากจัดถี่ องค์กรยิ่งเติบโตเร็ว มิใช่ทยอย สร้างทีละคน คนที่เขาประสบความสำเร็จ อดีตเขาก็จัดประชุมไม่เป็น เป็นวิทยากรไม่เป็นแต่เขารู้จักเริ่มรวมกลุ่มจัดประชุม และพัฒนาเรียนรู้

เริ่มจัดประชุม
- ที่บ้าน
- ที่ทำงาน
- ศูนย์
- นัดแม่ทีมที่บรรยายเป็น
- เราเป็นลูกมือ และฝึกหัด เราต้องเป็นภายใน 2 – 3 เดือน
- ใหม่ๆยืมจมูกคนอื่น แต่เราไม่สามารถยืมได้ตลอดไป

ความสำเร็จในการจัดประชุมขึ้นอยู่กับ ความพร้อมในการจัดประชุม

การจัดประชุม
- สถานที่ต้องสะดวก ง่าย บรรยากาศดี ไม่มีสิ่งรบกวน
- มีเพลง ภาพโฆษณาสินค้า ภาพผู้ประสบผลสำเร็จ
- มีรางวัลจูงใจให้มาประชุม
- แสดงออกถึงความกระตือรือร้น ทั้งท่าทาง และคำพูด
- ไม่มีการตำหนิปมด้อยของผู้เข้าร่วมประชุม
- เตรียมใบสมัคร สินค้าตัวอย่าง และสำรองสินค้าไว้จำหน่ายได้ทันที
- วางแผนกำหนดวันประชุมครั้งต่อไป
- เตรียมสินค้าให้ผู้ร่วมประชุมทดลองทานด้วย

จัดไม่เป็นก็ต้องหัดจัด

“ถ้าคุณมุ่งมั่น ความสำเร็จรอคุณอยู่”

เรียนรู้เทคนิค...การเป็นวิทยากรในธุรกิจMLM

- เรารู้ว่าอีก 2 – 5 ปี เราประสบความสำเร็จได้
- เราจะอาศัยที่ประชุมอย่างเดียวไม่ได้ เพราะ 1 อาทิตย์มี 1 ครั้ง
- จุดไหนที่ไม่มีวิทยากรบรรยาย จุดนั้นก็จะหดตัว
- มีคนใหม่เข้ามา คนเก่าเลิกไป เราต้องสร้างวิทยากร
- ใครๆก็เป็นวิทยากรได้ ขอให้มีความกล้า และเรียนรู้ในสิ่งที่จะพูด

หน้าที่ของวิทยากรคือ
- เป็นผู้ทำให้เกิดความรู้
- เป็นผู้บรรยาย
- เป็นผู้สอน
- เป็นผู้ฝึก
- เป็นพี่เลี้ยง

การเป็นวิทยากรที่ดี
-เป็นคนช่างสังเกต พฤติกรรมทางกาย วาจา จากวิทยากรที่ท่านชอบ และลอกเลียนแบบ
- อ่านหนังสือ ฝึกถ่ายทอด

ผู้นำกับวิธีการขยายองค์กรให้เติบโต

ผู้นำกับวิธีการขยายองค์กรให้เติบโต
นโปเลียน ฮิลล์ กล่าวถึงกฎข้อหนึ่งในหลักการอันสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จคือ พยายามสร้างนิสัยในการทำดีกว่ามาตรฐานที่เคยทำอยู่ในฐานะที่ท่านก้าวสู่ผู้นำจากการทำธุรกิจอิสระ ท่านจำเป็นที่จะต้องหมั่นดูแลองค์กรของตน และจัดทำบัญชีรายชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ชื่อเล่นเพื่อพร้อมสำหรับการติดต่อ พูดคุยในเรื่องธุรกิจ MLM หรือระบบเครือข่าย ท่านจะได้ทราบว่า

ดาวไลน์ใหม่หรือหรือเก่า เขามีพื้นฐานความรู้ในระบบ MLM อยู่มากน้อยแค่ไหน เพื่อให้เขาได้รู้แจ่มแจ้งใน สินค้า แผนการตลาดการที่ดาวไลน์มีข้อมูลจากท่าน ความเชื่อมั่นก็จะบังเกิดทั้งผลงานด้านกำลังคนและยอดขายก็จะตามมา ต่อไปนี้เป็นวิธีที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนดาวไลน์ให้ได้ผลและประสบความสำเร็จอย่างมั่นคง ซึ่งผู้เขียนได้มาจากหนังสือกลยุทธ์การทำธุรกิจ MLM ให้สำเร็จโดยชมรมพัฒนาธุรกิจเครือข่ายขายตรง เพื่อความมั่งคั่ง มั่งมี ของท่านและทีมงานทั้งใหม่และเก่าดังนี้

วิธีชาวยสนับสนุนดาวไลน์ให้ได้ผลและประสบความสำเร็จอย่างมั่งคั่ง
ก. การร่วมงานกับดาวไลน์ใหม่
- เน้นใช้สินค้าทุกชนิด
- สาธิตสินค้าเพื่อเน้นให้เขาใช้และมีความเชื่อมั่นในสินค้า
- ชวนเข้างานที่บริษัทจัดขึ้น
- ย้ำแผนการตลาด
- เน้นให้เห็นภาพขนาดใหญ่ของบริษัท
- ช่วยให้เขามีดาวไลน์
- ช่วยประชุมที่บ้านและฝึกให้เขาทำเอง
- สอน / แนะนำวิธีพูด, สาธิตสินค้า, การเตรียมอุปกรณ์สาธิต
- ฝึกฝนวิธีพูดแผนการตลาด
- จัดเตรียมเอกสารที่เหมาะสมให้ศึกษา
- แนะนำวิธีการตอบข้อสงสัยที่มักพบบ่อยๆ
- แนะนำวิธีพูดถึงความสวยงามของธุรกิจ MLM

ข. การร่วมงานกับดาวไลน์ที่เริ่มมีผลงาน
- ให้ความรัก ความเป็นกันเอง จำชื่อเขาให้ได้
- ชื่นชมผลงานของเขา สร้างสายสัมพันธ์ที่ดี
- แนะนำสินค้าตัวใหม่ที่มีเพิ่มขึ้น
- เคลียร์แผนการตลาดให้ชัดเจน ความยุติธรรม
- การฝึกพูดขึ้นเวที ความเคยชิน
- การให้กำลังใจ คุณทำได้
- แนะแนวทางในการสร้างธุรกิจที่ถูกต้องเพื่อนำไปถ่ายทอด
- ส่งเข้าอบรมตามที่บริษัทจัด
- พาเข้าสัมมนานอกสถานที่ รับฟังประสบการณ์จากต่างกลุ่ม
- จัดประชุมที่บ้าน ให้มีส่วนร่วม ฝึกการถ่ายทอด
- จัดอบรมสินค้าเพิ่มเติม
- เน้นหลักการปะชุม ให้มั่นใจว่าดีและถูกต้อง
- ทำให้เขาดู - ดูเขาทำ - ให้ทำเอง
- ให้หาหนังสือการพัฒนาตนเองอ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

ค. การร่วมงานกับการทำงานตามธรรมชาติ
- ให้เรียนรู้ขั้นตอนการทำงานตามธรรมชาติ
ขั้นที่ 1 การสร้าง
ขั้นที่ 2 การวางแผนให้ดาวไลน์ทำเอง
ขั้นที่ 3 การปกป้องตนเอง เมื่อธุรกิจตกต่ำ
- เป็นการทำงานพื้นฐานเหมือนเดิม
- ถ่ายทอดและฝึกการทำงานแบบมืออาชีพ
- ถ่ายทอดบุคลิกภาพ การเป็นผู้นำที่ดี
- มอบหมายความไว้วางใจและภาระตามอัตภาพ
- หาเอกสาร, หนังสือที่เหมาะสมกับผู้นำและแรงบันดาลใจ
- แนะนำเทคนิคและวิธีช่วยเหลือดาวไลน์
- พาเข้าฝึกอบรมกับบริษัทให้มากที่สุด

ง การร่วมงานกับสายงานที่มีตำแหน่งในบริษัท
- ดึงเข้าร่วมงานและมีส่วนร่วมในหน้าที่ต่างๆ หมุนเวียนไป
- ช่วยถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ให้ดาวไลน์ในทีมงานและองค์กร
- ฝึกการทำงานเป็นทีม สร้างสายสัมพันธ์ในองค์กร
- ให้คำปรึกษากับดาวไลน์ในสายงานล่างๆ ลงไป
- ให้ความรัก ความอบอุ่น การช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ
- ติดต่อสื่อสารรอย่าให้ขาดหายจนเกินไป
- สร้างความสำเร็จให้เห็นเพิ่มเติม
- การเป็นแบบอย่างที่ดี
- เน้นให้มีการเรียนรู้ศึกษาพัฒนาทักษะต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
- แนะนำวิธีการบริหารการเงิน
- แนะนำวิธีวิเคราะห์องค์กร การช่วยเหลือดาวไลน์

ฝึกวิธีถ่ายทอด - การแนะนำและสาธิตสินค้า
- การพูด, แผนการตลาด
- ความสวยงามของธุรกิจ MLM
- การตอบข้อโต้แย้งต่างๆ
- ให้ความสำคัญต่อข้อมูลข่าวสาร ในทุกระดับความสำเร็จ
- แนะนำบทบาทและหน้าที่ในฐานะผู้นำในองค์กร
- เข้าฝึกอบรมทุกๆ รูปแบบและระดับขั้นแห่งความสำเร็จ
- เน้นความซื่อสัตย์ และความมีคุณธรรมต่อองค์กร

จ. การทำงานเพื่อเป้าหมายระดับสูงในบริษัท
- ทำงานพื้นฐานตลอดเวลา สม่ำเสมอและเป็นตัวอย่างที่ดี
- จัดฝึกอบรมให้เหมาะสมให้ทีมงานและดาวไลน์ต่างๆ
- อย่าไว้ใจยอดจำหน่ายของแต่ละคน
- แบ่งเวลาให้ถูกต้อง การพักผ่อน ความอบอุ่นในครอบครัว
- ตั้งเป้าหมายไว้ให้สูงและไม่เสียเวลากับอุปสรรคภายใน
- ช่วยคนดีให้สำเร็จ ทำงานอย่างมีความสุขสนุก
- ให้ข้อมูลเป็นระยะสม่ำเสมอ
- เน้นการทำงานแนวรุก
- ฝึกฝนทีมงานให้มีหัวใจบริการ
- ปรับตัวเองให้เป็นผู้สนับสนุน อำนวยความสะดวก
- ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว
- เป็นการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้
- เน้นความสำคัญของลูกค้า
- ยึดมั่นในกฎและจรรยาบรรณของบริษัท

ฉ. คุณสมบัติผู้ที่จะมีระดับสูงสุดของบริษัท
- พร้อมที่จะพัฒนาบุคลิกภาพ ยอมแลกเพื่อความสำเร็จ
- อย่าหยุดการเรียนรู้
- มุ่งมั่น มั่นคง เยือกเย็น ไม่ย่อท้อ จิตใจเข้มแข็ง
- ข้อมูลข่าวสารไว ส่งผ่านองค์กร
- ในจิตใจไม่มุ่งหวังพึ่งผู้อื่น ไม่มีข้อแม้
- ไม่หวั่นไหวกับสภาพแวดล้อม
- ทำให้เขาดูมาก ๆ ไม่ใช่พูดให้เขาทำ
- ฉลาดที่จะเลือกทำงานกับคน เป็นผู้นำทางความคิด
- มีความเชื่อมั่นในตนเอง แน่วแน่ในเป้าหมาย
- จัดประชุมในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อพัฒนาองค์กร
- จัดฝึกอบรม สาธิตผลิตภัณฑ์
- สามารถให้กำลังใจตนเองและผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง
- มีความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีต่อทีมงานอย่างจริงใจ
- วางตนให้เหมาะสมกับตำแหน่ง เสมอต้นเสมอปลาย
- เป็นนักธุรกิจที่ดี มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลา
- เป็นตัวอย่างที่ดี มีน้ำใจ ไม่ผิดจรรยาบรรณ
- เปิดใจกว้าง รับฟังคำชี้แนะ/ข้อเสนอแนะจากผู้อื่น

เมื่อท่านได้ทำงานกับดาวไลน์ทั้งใหม่และเก่า ช่วยให้ดาวไลน์มีผลงานมากขึ้น ทำงาน เช่นกันกับสายงานที่มีตำแหน่งในบริษัท การทำงานเพื่อเป้าหมายระดับสูงในบริษัทคือการได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติ ย่อมทำให้ได้รับผลตอบแทนคือได้ขยายเครือข่ายองค์กรของท่านให้เติบโตต่อไป ทั้งกว้างและลึกลงไปไม่สิ้นสุด
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 6 ฉบับที่ 138 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2551

วิธีสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง 8 ข้อ

วิธีสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง 8 ข้อ
1. ไม่มีคำว่าต่ำต้อย และอย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาด
โปรดจำไว้ให้แม่นว่า แม้คุณจะไม่ได้ดิบดีวิเศษวิโสเท่าคนอื่นๆ แต่คุณก็มีอะไรดีๆ มากมายอยู่ในตัวเอง เพียงแต่รอเวลาที่จะเผยโฉมหน้าของมัน ให้ใครต่อใครชื่นชม อย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาด เพราะจะเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างร้ายแรงที่สุด แม้ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์คุณในทางร้ายอย่างไรก็จงเฉยเสีย อย่าไปตอบโต้ เพราะไม่มีใครหรอกที่อยากเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง
2. กล้าที่จะเสี่ยง
คุณควรที่จะลองเสี่ยงกับชีวิต โดยการออกไปเผชิญโลกภายนอกที่ไม่คุ้นเคยบ้าง หาประสบการณ์แปลกใหม่ สร้างสีสันให้กับชีวิต รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เปิดใจมองโลกให้กว้าง ยิ้มเข้าไว้ในทุกแห่งที่คุณย่างกรายไป รอยยิ้มเป็นประตูอย่างดีสำหรับมิตรภาพ
3. มีมนุษย์สัมพันธ์
เพราะคนที่จะดึงดูดใจคนอื่นนั้น โดยมากจะไม่ใช่คนที่วางเฉย หากเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี หาโอกาสคุยกับคนใกล้เคียงก่อน แล้วกระจายไปยังคนรอบข้าง ยิ่งคุณผูกมิตรกับคนทั่วไปมากขึ้นเท่าไหร่ เสน่ห์ในตัวคุณก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ที่ควรระวังคืออย่าพูดมากเกินไป จนคู่สนทนาเกิดความรำคาญ
4. รอบรู้สนใจในทุกๆ เรื่อง
ต้องพึงหาความรู้ใส่ตัวไว้ในทุกๆ เรื่อง เผื่อว่ามีคนถาม แล้วคุณจะได้แสดงภูมิปัญญาออกไปให้เขาฮือฮาเล่น แต่อย่าอวดตัวเองว่าแน่เหลือหลาย เพราะแทนที่จะเป็นผลดีกลับติดลบ แม้ว่าคุณเก่งจริงก็ตาม ไม่สังเกตหรือว่าคนที่เข้ากับใครๆ ได้ทุกคนคือคนที่รู้จักถ่อมตัว ถ้าเรื่องไหนที่คุณไม่รู้ก็จงบอกออกไปเรียบๆ ว่าไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ แล้วถามกลับอย่างสุภาพว่าเขาพอจะให้ความรู้แก่คุณบ้างได้ไหม อย่าดันทุรังตอบไปข้างๆ คูๆ เด็ดขาด
5. ท่วงท่าให้ดูสง่างาม มั่นใจ สร้างความดูดีให้กับตัวเอง
คุณอาจเคยเห็นคนที่มองรวมๆ แล้วดูดีมีเสน่ห์กว่าคนหล่อหรือสวยแต่บุคลิคหรือการแต่งตัวไม่ดี เพียงเรามีความคิดที่เอาใจใส่ตัวเอง หน้าตาที่เข้าท่าให้ดูสง่า มั่นใจดูแลผิวพรรณให้สะอาดสะอ้าน แต่งเนื้อแต่งตัวให้เหมาะกับโอกาสและสถานที่ ผมเผ้าทำให้รับกับใบหน้า อย่าตามแฟชั่นจนเกินงาม เพราะอาจไม่เหมาะกับเราก็ได้ ยิ่งคุณดูแลตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ ผลกระทบจากสายตาคนภายนอกก็จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตัวคุณเพิ่มมากขึ้น
6. หมั่นชมผู้อื่นด้วยความจริงใจ
อย่าสงวนคำพูดชมเชยคนอื่นไว้เพื่อตนเอง ถ้าคุณชื่นชมใครจงแสดงออกมาอย่างจริงใจ เพราะในที่สุดคำชมนั้นจะหวนกลับมาหาคุณเอง เพราะเมื่อคุณเห็นความดีงามในตัวผู้อื่น เขาก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องชมเชยคุณเช่นกัน เป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณด้วย อย่าไปคิดว่าการชมเชยผู้อื่นเป็นเรื่องไม่ดี ไม่จริงใจ เพราะนั่นก็เป็นการแสดงถึงการที่คุณก็เชื่อในความคิดของคุณเหมือนกัน จึงกล้าชมเชยเขาออกไป
7. หยิบใจเขามาใส่ใจเรา
การมองโลกด้วยสายตาคนอื่น เป็นคุณสมบัติที่น่ารักมากทีเดียว เพราะเมื่อคุณยืมสายตาของคนอื่นมาไตร่ตรองในการกระทำที่ทำลงไป ก็จะรู้ซึ้งว่าที่ทำไปน่ะถูกรึเปล่า บางครั้งเราอาจจะคิดว่าตัวเราที่เป็นอยู่น่ะ มันดีเลิศประเสริฐศรีหาใครเทียบเทียมแล้ว แต่ความจริงในสายตาของคนอื่นกลับกลายเป็นคนที่เฉิ่มเบ๊อะที่หลงตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลองมองตัวเองด้วยสายตาของผู้อื่น แล้วจะรู้ก้าวต่อไปที่จะเดินไปข้างหน้านั้น ไปขวางหูขวางตาชาวบ้านเขารึเปล่า หรือว่าเขากำลังมองดูเราอย่างชื่นชมกันแน่
8. ลบล้างความทรงจำที่เลวร้าย
ถ้าคุณมีความทรงจำที่ทำร้ายความรู้สึกมาก่อน จงลบล้างมันเสียให้หมด เพราะคุณอยู่กับวันนี้และพรุ่งนี้เท่านั้น เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี นึกเสียว่าเรากำลังเรียนรู้โลกทั้งสองด้าน มีทั้งดีและไม่ดี อย่าไปเก็บความทรงจำในอดีตมาคิดให้ขุ่นมัวเสียความมั่นใจไปเปล่าๆ
วิธีสร้างความมั่นใจด้วยตัวเองง่ายๆ แค่ 8 ข้อนี้ ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ถ้าเรามั่นใจและเป็นตัวของตัวเองในแบบฉบับของคุณอยู่แล้ว รับรองว่างานของคุณต้องประสบความสำเร็จแน่นอน....

********************

วิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเอง

วิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเอง
ในช่วงที่คุณรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ ไม่อยากจะทำอะไรสักอย่างเพราะมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิตใจ แล้วคุณจะทำยังไงดี??

ให้กำลังใจตัวเอง บอกกับตัวเองว่า คุณยังมีหวัง คุณยังมีความสามารถที่จะฝ่าฟันความรู้สึกแย่ๆ นี้ไปได้ . . . เข้มแข็งเอาไว้!
บอกใครสักคนให้รับรู้ เพื่อแบ่งปันความรู้สึกต่อกัน . . .แต่ถ้าหาไม่ได้ กระดาษกับดินสอใกล้มือ เขียนระบายความไม่สบายใจ อารมณ์ที่สลดหดหู่ทั้งหมดลงไป การระบายแบบนี้จะทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้นระดับหนึ่ง
มองหาข้อดีของตัวเอง คนทุกคนจะต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง คุณอาจจะถูกใครต่อใครต่อว่ามามากมาย แต่ที่พึ่งสุดท้าย ก็คือ ตัวคุณเอง ดังนั้นขอให้นึกถึงสิ่งดีๆ ที่ตัวเองได้เคยทำมาตั้งมากมาย
มองโลกในแง่ดี สิ่งที่คุณเจอมันไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด ถึงมันจะทำให้คุณรู้สึกแย่ขนาดไหน แต่คุณก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้ และท้ายสุดมันก็จะกลายเป็นประสบการณ์สอนใจให้คุณเข้มแข็งขึ้น
. อย่าลังเลที่จะเข้าไปหาคนที่เขารักคุณ และบอกกับเขาว่าคุณกำลังรู้สึกแย่ขนาดไหน และคุณต้องการอะไร เขานั่นแหละที่จะเป็นผู้ให้กำลังใจคุณได้เป็นอย่างดี
หากิจกรรมทำ อย่าให้ตัวเองอยู่ว่างๆ เฉยๆ เมื่อคุณอารมณ์ดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้วให้ลุกขึ้นสู้ต่อไป เริ่มจาก "ตั้งใจ" ที่จะทำอะไรสักอย่างให้กับตัวเองหรือคนใกล้ชิด
ลงมือลงแรง ทำกิจกรรมที่จะฆ่าเวลา ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ งานบ้าน งานอดิเรก ลงมือแล้วคุณจะรู้ว่า "คุณทำได้!" ยังไม่ได้ด้อยศักยภาพไปอย่างที่คุณคิดทั้งหมด
วางแผนอนาคต ดูสิว่าคุณอยากทำหรือต้องทำอะไรบ้าง เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กับตัวเองและใช้ความสามารถให้เต็มที่ และถ้าหากจะต้องล้มอีกคราวหน้า คุณจะได้หายามารักษาแผลให้หายได้เร็วยิ่งขึ้น

“ ฟ้าให้โอกาสเรามา แต่ก็ไม่ลืมมอบความลำบากให้ด้วย เพื่อเป็นบทพิสูจน์ว่าเราสมควรได้รับโอกาสนั้นหรือเปล่า ”

คุณสมบัติผู้นำที่ดี

คุณสมบัติผู้นำที่ดี
1. ความรู้ (Knowledge)
การเป็นผู้นำนั้น ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ความรู้ในที่นี้มิได้หมายถึงเฉพาะความรู้
เกี่ยวกับงานในหน้าที่เท่านั้น หากแต่รวมถึงการใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมในด้านอื่นๆ ด้วย การจะเป็นผู้นำที่ดี หัวหน้างานจึงต้องเป็นผู้รอบรู้ ยิ่งรอบรู้มากเพียงใด ฐานะแห่งความเป็นผุ้นำก็จะยิ่งมั่นคงมากขึ้นเพียงนั้น
2. ความริเริ่ม (Initiative)
ความริเริ่ม คือ ความสามารถที่จะปฏิบัติสิ่งหนึ่งสิ่งใดในขอบเขตอำนาจหน้าที่ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องคอยคำสั่ง หรือความสามารถแสดงความคิดเห็นที่จะแก้ไขสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ดีขึ้น หรือเจริญขึ้นได้ด้วยตนเอง ความริเริ่มจะเจริญงอกงามได้ หัวหน้างานจะต้องมีความกระตือรือร้น คือมีใจจดจ่องานดี มีความเอาใจใส่ต่อหน้าที่ มีพลังใจที่ต้องการความสำเร็จอยู่เบื้องหน้า
3. มีความกล้าหาญและความเด็ดขาด ( Courage and firmness)
ผู้นำที่ดีจะต้องไม่กลัวต่ออันตราย ความยากลำบาก หรือความเจ็บปวดใดๆ ทั้งทางกาย วาจา และใจผู้นำที่มีความกล้าหาญ จะช่วยให้สามารถผจญต่องานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้นอกจากความกล้าหาญแล้ว ความเด็ดขาดก็เป็นลักษณะอันหนึ่งที่จะต้องทำให้เกิดมีขึ้นในตัวของผู้นำเองต้องอยู่ในลักษณะของการ “กล้าได้กล้าเสีย” ด้วย
4. การมีมนุษยสัมพันธ์ (Human relations)
ผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักประสานความคิด ประสานประโยชน์สามารถทำงานร่วมกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับการศึกษาได้ ผู้นำที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีจะช่วยให้ปัญหาใหญ่เป็นปัญหาเล็กได้
5. มีความยุติธรรมและซื่อสัตย์สุจริต ( Fairness and Honesty)
ผู้นำที่ดีจะต้องอาศัยหลักของความถูกต้อง หลักแห่งเหตุผลและความซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเองและผู้อื่น เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยสั่งการ หรือปฏิบัติงานด้วยจิตที่ปราศจากอคติ ปราศจากความลำเอียง ไม่เล่นพรรคเล่นพวก
6. มีความอดทน (Patience)
ความอดทน จะเป็นพลังอันหนึ่งที่จะผลักดันงานให้ไปสู่จุดหมายปลายทางได้ อย่างแท้จริง

7. มีความตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตูม ( Alertness )
ความตื่นตัว หมายถึง ความระมัดระวัง ความสุขุมรอบคอบ ความไม่ประมาท ไม่ยืดยาขาดความกระฉับกระเฉง มีความฉับไวในการปฏิบัติงานทันต่อเหตุการณ์ความตื่นตัวเป็นลักษณะที่แสดงออกทางกาย แต่การไม่ตื่นตูม เป็นพลังทางจิตที่จะหยุดคิดไตร่ตรองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู้จักใช้ดุลยพินิจที่จะพิจารณาสิ่งต่างๆ หรือเหตุต่างๆได้อย่างถูกต้องพูดง่ายๆ ผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักควบคุมตัวเองนั่นเอง (Self control)
มีความภักดี (Loyalty)
การเป็นผู้นำหรือหัวหน้าที่ดีนั้น จำเป็นต้องมีความจงรักภักดีต่อหมู่คณะ ต่อส่วนรวมและต่อองค์การ ความภักดีนี้ จะช่วยให้หัวหน้าได้รับความไว้วางใจ และปกป้องภัยอันตรายในทุกทิศได้เป็นอย่างดี
มีความสงบเสงี่ยมไม่ถือตัว (Modesty)
ผู้นำที่ดีจะต้องๆไม่หยิ่งยโส ไม่จองหอง ไม่วางอำนาจ และไม่ภูมิใจในสิ่งที่ไร้เหตุผลความสงบเสงี่ยมนี้ ถ้ามีอยู่ในหัวหน้างานคนใดแล้ว ก็จะทำให้ลูกน้องมีความนับถือ และให้ความร่วมมือเสมอ

*****************************

หลักการสร้างพฤติกรรมเพื่อความสำเร็จ

หลักการสร้างพฤติกรรมเพื่อความสำเร็จ
ปฏิบัติตามแบบฝึกหัด 5 ประการนี้ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคุณเอง และเป็นพฤติกรรมผู้นำ
1. นั่งแถวหน้า ฝึกเสียตั้งแต่บัดนี้ตั้งเป็นกฎเลยว่าจะต้องนั่งแถวหน้าสุดเท่าที่จะทำได้ แน่นอนว่าคุณจะรู้สึกเด่นมากขึ้นในแถวหน้า แต่อย่าลืมว่าถ้าไม่เด่นก็ไม่ใช่ความสำเร็จ
2. ฝึกสบตา เพื่อที่จะบอกคนอื่นว่าคุณจริงใจ คุณเชื่อมั่นในสิ่งที่กำลังพูดกับคนอื่น คุณไม่กลัว คุณมีความมั่นใจ ใช้สายตาให้เป็นประโยชน์ จ้องที่ตาของคนทึ่พูดด้วย มันไม่เพียงแต่จะสร้างความมั่นใจให้กับคุณเอง แต่สร้างความมั่นใจให้กับคนที่คุณพูดด้วย
3. เดินให้เร็วขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ ท่าเดินของเร็วแสดงถึงความมั่นใจคล้ายกับการวิ่งนิดๆ จากท่าเดินจะประกาศให้โลกรู้ว่า คุณกำลังไปที่ที่สำคัญ มีสิ่งสำคัญทึ่จะต้องทำ มากยิ่งกว่านั้นคุณกำลังจะประสบผลสำเร็จ
4.ฝึกพูดแสดงความคิดเห็น นี่เป็นเรื่องสำคัญ แต่ละครั้งที่คุณไม่พูด คุณได้กลืนยาพิษทีทำลายความเชื่อมั่นเข้าไปอีกชุดหนึ่ง คุณจะลดความเชื่อมั่นในตัวเองลงไปเรื่อย ๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ยิ่งคุณพูดมากขึ้นคุณยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองและทำให้คุณพูดง่ายขึ้นในคราวหน้า จงพูดเพราะว่า การพูดเป็นเสมือนให้วิตามินกับการสร้างความมั่นใจ
5.ยิ้มกว้าง การยิ้มจะช่วยให้กำลังใจดีขึ้นการยิ้มเป็นยาขนานเยี่ยมสำหรับคนที่ไม่มีความมั่นใจในตนเอง การยิ้มจริง ๆ นั้นไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความรู้สึกป่วยของคุณ แต่จะสลายความรู้สึกขัดแย้งของคนอื่นทันที คนอื่นจะโกรธคุณไม่ได้ถ้าคุณยิ้มให้เขาอย่างเปิดเผยและจริงใจ



*********************

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เกาะติดขายตรง กุญแจ ‘ชีวิต’

เป็นอีกครั้งที่คอลัมนิสต์จำเป็นผู้นี้ จะขออนุญาตโชว์ตัวอีกครั้ง ก็เนื่องจากความไม่สะดวกของเจ้าของพื้นที่ กระผมจึงมีโอกาส

ซึ่งในครั้งนี้ คอลัมน์จำเป็นขอหยิบจับเอาความคิดดีๆ ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ท่านผู้อ่านได้เห็น และเรียนรู้ในการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิต

การใช้ชีวิตของมนุษย์ในสังคมและสิ่งแวดล้อมปัจจุบันเต็มไปด้วยการแข่งขัน แย่งชิง อันเป็นเหตุมาจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่มนุษย์ทุกคนต้องการแสวงหาโอกาสและสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเอง ผนวกกับความต้องการที่หลากหลายของแต่ละคนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรน ใช้ความพยายามเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่แต่ละคนปรารถนามากเพิ่มขึ้น มีการพัฒนาวิธีการดำเนินชีวิตให้ก้าวทันเทคโนโลยีและสร้างค่านิยมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นตามมา

มนุษย์เมื่อมีโอกาสและทางเลือกก็ย่อมต้องการในสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันก็มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ส่งผลต่อความสำเร็จ สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่แต่ละคนต้องการ ถือว่าเป็นกุญแจที่ไขประตูให้คนเราก้าวไปสู่เป้าหมายที่แต่ละคนได้กำหนดขึ้นมา ปัจจัยที่ส่งผลให้ การดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จประกอบด้วย

1. เครือข่าย ปัจจุบันไม่ว่าจะดำเนินธุรกิจ หรือใช้ชีวิตในสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครือข่ายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง เครือข่ายมีหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบของเส้นสาย เครือญาติ เพื่อนฝูง หรือระบบอุปถัมภ์ เป็นการสร้าง สิทธิพิเศษให้ตนเอง จริงๆ และสรุปง่ายๆ ได้ว่า การสร้างเครือข่าย เป็นการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อ หรือต้องมีผลประโยชน์ร่วมกัน นั่นหมายถึง เครือข่าย จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกันหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทุกคนต้องยอมรับว่าคนเราไม่สามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว และบางครั้งโอกาส ก็เกิดจากเครือข่าย

2. ความแตกต่าง วิธีการคิด การทำงาน และการดำเนินชีวิตที่มีความแตกต่าง ต้องดี เด่น และดัง เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจะต้องมีการสร้างสมชื่อเสียง หรือบางครั้งก็ต้องสร้างกระแส หรือตามกระแสให้ทันเพื่อเกาะกระแสให้ตนเองมีชื่อเสียง สร้างภาพลักษณ์ให้มีความโดดเด่น จนเป็นที่ยอมรับของสังคม ทำให้ต้องมีการทำการตลาดสำหรับตัวบุคคลเพื่อสร้าง ความชอบธรรมให้ตนเอง มีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ

3. ความรู้ความสามารถ การใช้ชีวิตในปัจจุบันเต็มไปด้วยการแข่งขันภายใต้ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงมีความจำเป็นที่คนเราต้องรู้จักการพัฒนาตนเอง เพิ่มพูนความรู้ความสามารถ สร้างสมประสบการณ์ ให้เป็นผู้รอบรู้ และรู้ลึกรู้จริง ในบางเรื่อง มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต ก้าวทันต่อเทคโนโลยี และพัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ซึ่งในบางครั้งปัญหาหรือ อุปสรรคก็ต้องแก้ด้วยความรู้ควบคู่กับประสบการณ์เพื่อค้นหาทางออกของปัญหาให้เจอ

4. สุขภาพกายและจิต ไม่ว่าคนเราจะดำเนินชีวิตอย่างไรจะต้องเริ่มต้นที่ตนเอง ต้องมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง มีสุขภาพกายและจิตที่ดี มองโลกในแง่บวก มีทัศนคติที่ดี ผนวกกับการเกิดโรคภัยต่างๆ มากมาย ทำให้กระแสเพื่อสุขภาพ กำลังมาแรงในปัจจุบัน อะไรๆ ก็เพื่อสุขภาพ เพราะคนเราจะทำอะไรต้องอาศัยทั้งแรงกายและแรงใจในการลงมือทำ สุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ หรือบางครั้งคนเรา ก็ไม่ยอมแก่ไม่ยอมเหี่ยว อยากสวยอยากหล่อ อยากให้เป็นที่ยอมรับของบุคคลอื่น จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ

เครือข่ายถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อความสำเร็จในการดำเนินชีวิต แต่เราต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองด้วยการดูแลสุขภาพที่ดี รู้จักการฝึกฝน พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง สร้างความเป็นเอกลักษณ์และสร้างชื่อเสียงที่ดีให้กับ ตนเอง แล้วเครือข่ายก็จะเข้ามาหาเราหรือเราออกไปหาเครือข่ายก็สามารถกระทำ ได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าคนเราไม่ใช่หมอ ก็คงไม่อยากทำงานกับคนที่มีสุขภาพไม่ดี หรือ มีจิตใจไม่ดี ใครๆ ก็ชอบที่จะทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนที่มีสุขภาพดี มีการ พัฒนาตนเองและมีความรู้ความสามารถที่โดดเด่น