แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ neolife marketing แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ neolife marketing แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
SEO (Search Engine Optimization)
ขั้นตอนการทำ SEO ขั้นที่ 1 วิเคราะห์คู่แข่งและเลือกคีย์เวิร์ดSEO คืออะไร
SEO (เอสอีโอ) มาจากคำเต็มๆ ว่า Search Engine Optimization ความหมายแบบบ้านๆ ลูกทุ่งๆ ก็คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ และกระบวนการต่างๆ ของเว็บไซต์ตั้งแต่การออกแบบ เขียนโปรแกรม และการโปรโมทเว็บ เพื่อให้ติดอันดับต้นๆ ของ Search Engine (เครื่องมือค้นหาเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Google, MSN, Yahoo, AOL เป็นต้น)SEO สำคัญยังไง
อินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่ใช้ Search Engine ในการค้นหาข้อมูล แทนที่จะต้องพิมพ์ URL (Uniform Resource Locator) ก็ใช้ Keyword (คำค้น) ป้อนลงไปใน Search Engine Box ต่างๆ ก็จะค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการได้อย่างง่ายดาย และตรงประเด็น มีให้เลือกเปรียบเทียบอีกหลายๆ แห่ง สำหรับเรื่องๆ นั้น และเมื่อค้นพบแล้ว ก็จะมีการแสดงผลออกมาหลายๆ หน้า หลายๆ เว็บไซต์ เว็บที่ถูกแสดงเป็นอันดับที่ 1 2 3 หรือที่แสดงผลในหน้าแรก ก็จะถูกคลิกเข้าไปดูข้อมูลมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เอง เว็บไซต์ต่างๆ ย่อมต้องการให้เว็บตัวเองขึ้นอันดับ 1 ของ Keyword นั้นๆ เผื่อผลประโยชน์หลายๆ ด้านเช่น ขายสินค้า โฆษณา หรือโปรโมทร้านค้า บริษัทของตัวเอง ทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง ดังนั้น ผมสรุป ความสำคัญของ SEO ออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้นะครับ (ใครต้องการเพิ่มก็เขียนไว้ที่ คอมเม้นท์นะครับ)- ทำให้เว็บของเราติดอันดับต้นๆ ในการแสดงผลงการค้นหา
- การเขียน Title ที่ดี Keyword Intrend ช่วยทำให้สะดุดตา แม้อันดับต่ำกว่า ก็มีสิทธิ์ถูกคลิกมากกว่า
- ทำให้เว็บเราถูกหลักของ W3C ซึ่งเป็นมาตรฐานของภาษาที่ใช้เขียนเว็บ ทำให้ดูสละสลวยเมื่อ Search Engine มาเจอก็เก็บข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย
- เมื่อติดอันดับต้นๆ ทำให้ขายสินค้าได้ โฆษณาเข้ามา เพราะมีทราฟิก
- ติด Adsense ก็มีโอกาสที่จะได้รับเงินค่าโฆษณาที่สูงด้วย เพราะมีทราฟิกก็มีโอกาส
- อื่นๆ
ขั้นตอนการวิเคราะห์คู่แข่งโดยการใช้ SWOT Analysis
- S (Strengths) เราต้องมาดูก่อนนะครับว่า เว็บหรือบล็อกที่เราจะทำ มีแข็งตรงไหนบ้าง ที่จะเอาไปสู้เขาได้ เช่น Unique Contents หรือเปล่า, อัพเดทเร็วกว่าคู่แข่งหรือไม่ เป็นต้น
- W (Weaknessess) จากนั้นก็มาดูว่า เรามีจุดอ่อนตรงไหน เช่น เว็บเล็กๆ ที่บล็อกที่ไม่มีคนรู้จัก ต้องทำอย่างไร คนจึงจะรู้จัก รวมไปถึงการออกแบบเว็บต่างๆ อาจจะไม่สวยงามเหมือนเว็บคู่แข่งรายใหญ่ๆ เป็นต้น
- O (Opportunities) โอกาส อันนี้ต้องมองลึกๆ ให้ถึง Keyword trends หรือคีย์เวิร์ดตามเทศกาล ให้ทันและรวดเร็ว เช่น ช่วงเทศกาลสงกรานต์, วันหวยออก, หรือเหตุบ้านการเมือง ข่าวฉาวต่างๆ เราต้องรีบทำให้เร็วที่สุด จะได้ไม่พลาดโอกาสอันงามอันนั้นไป
- T (Threaths) อุปสรรคต่างๆ ที่จะทำให้เว็บของเราไม่โต อันนี้สำคัญมากๆ ต้องวิเคราะห์ดีๆ ก่อนนะครับ
หลังจากที่เราได้วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนแล้ว เรามาดูว่า เมื่อเราจะทำเว็บแบบนี้ มีคู่แข่งเยอะหรือเปล่า รายใหญ่ๆ มีใครบ้าง ต้องสู้กันด้วยจำนวนคีย์เวิร์ดเยอะหรือไม่ มีคีย์เวิร์ดข้างเคียงหรือเปล่า โดยที่เราทำแล้วไม่เหนื่อยเกินไป มาดูเครื่องมือที่ใช้ในการเลือกคีย์เวิร์ดกันเลย
- ผมใช้ Google Keyword Tools External ในการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดก่อน
- หลังจากนั้นก็ใช้ Keyword Trends ใน Truehits เพื่อช่วยดูข้อมูลเพิ่มเติม เหมาะกับเว็บไทยๆ ดี
- เมื่อได้คีย์เวิร์ดแล้ว ก็ใช้ Google ค้นหาคีย์เวิร์ดนั้นๆ แล้วดูว่า มีเว็บไหนเป็นคู่แข่งบ้าง เขาทำ SEO หรือไม่ (สังเกตได้ง่ายๆ ว่าเขามีการปรับแต่ง Title, Keyword, Description หรือไม่ โดยการเปิดเว็บเขาแล้ว View Source ดูก่อน)
- ถ้าไม่มีคู่แข่งมาก หรือ เว็บนั้นๆ SEO ไม่ค่อยดี คิดว่าเราสู้ได้แน่ๆ ก็เก็บคีย์เวิร์ดนั้นๆ ไว้ก่อนเลย ผมแนะนำว่า ควรเก็บไว้ประมาณ 10 คำหลักๆ ที่เด่นๆ ที่สุดก็พอครับ
เว็บโฮสติ้ง คืออะไร
สรุปแล้ว เว็บโฮสติ้งคือการให้บริการรับฝากเว็บไซต์ โดย ราคานั้นจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ หากคุณใช้พื้นที่ทำเว็บไซต์น้อย คุณก็เช่า เว็บโฮสติ้งโดยเลือกพื้นที่ เว็บโฮสติ้งไม่ต้องมากนักเป็นต้น หากคุณใช้อีเมล์ คุณก็ต้องเลือก เว็บโฮสติ้งที่มาพร้อมกับอีเมล์
ใช้ เว็บโฮสติ้งที่ไหนดี
เว็บโฮสติ้งที่ดี ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้- เว็บโฮสติ้ง นั้นต้องไม่ล่มบ่อย ควรที่จะ Uptime 99.99%
- เว็บโฮสติ้ง นั้นต้องมีระบบป้องกันไวรัสและสแปม ควรได้ผลอย่างต่ำ 90%
- เว็บโฮสติ้ง นั้นต้องมี ระบบสำรองข้อมูล อย่างต่ำควรเป็น Weekly Backup
- เว็บโฮสติ้ง นั้นต้องเปิดเว็บได้รวดเร็ว ไม่โหลดข้อมูลนาน
- เว็บโฮสติ้ง นั้นต้องน่าเชื่อถือ ควรเป็นบริษัท ที่เปิดมานาน มีฐานลูกค้าที่มีเชื่อเสียงเยอะพอสมควร
หาก Web Hosting ที่คุณเลือกมีคุณสมบัติตามนี้ครบถ้วน คุณไม่ต้องลังเลใจ ใช้บริการกับ เว็บโฮสติ้งนั้นได้เลย
ต้องการมีชื่อเว็บไซด์เป็นของตัวเอง
ต้องการมีเว็บไซด์เป็นของตัวเอง เพื่อแสดงตัวตนของตัวเอง หรือต้องการสื่อถึงชื่อสินค้าของเราเช่น
ครอบครัวข่าว.com หรือ amonsri.com เป็นต้น ชื่อเหล่านี้เรียกว่า "โดเมน เนม"
การจดโดเมนเนม ก็คือการตั้งชื่อเว็บไซด์ของเรานั่นเอง แล้วเราจะเช็คได้ไงว่า ชื่อที่เราต้องการมีคนอื่นจับจองไปแล้วหรือยัง ก็ต้องเช็คดูดังนี้
หรือจดแบบฟรี
การจดชื่อเว็บไซด์หรือโดเมนเนม ให้เลือกดูตามความต้องการของเราจะจดกับบริษัทไหน ข้อดี ข้อเสียของแต่ละบริษัทเป็นยังไง จะจดเป้นภาษาไทศหรืออังกฤษ
สำหรับ โดเมน ในระบบสากลที่เป็นที่นิยม และได้รับการยอมรับอย่างมาก ก็คือ .com (ดอทคอม) .net (ดอทเน็ต) .org (ดอทอ๊อก) ซึ่งแต่ก่อนนามสกุลของโดเมน มีไว้เพื่อแยกแยะประเภทของเว็บไซต์ เพื่อให้ระบบสามารถจัดเก็บเว็บไซต์ได้เป็นหมวดหมู่ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อก่อนการจดทะเบียนโดเมนเนมนั้น ไม่ได้มีการตรวจสอบ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า เว็บไซต์ที่กำลังจะจัดทำขึ้นมานั้นเป็นเว็บไซต์ประเภทใด
บางคนอาจจะจดโดเมน .org ที่เป็นนามสกุลสำหรับเว็บไซต์องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร แต่กลับไปทำการค้า ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้มีข้อห้ามที่ชัดเจนจากองค์กรที่เป็นผู้รับรองการจด ทะเบียนโดเมนอย่าง ICANN ด้วยสาเหตุที่ไม่สามารถตรวจสอบเว็บไซต์ประเภทต่าง ๆ ว่าได้ดำเนินวิธีการสร้างเว็บไซต์ไว้ตรงกับชื่อโดเมนเนมที่ได้จดทะเบียนหรือ ไม่ จึงเป็นเหตุในการจดทะเบียนโดเมนในปัจจุบัน มีผู้จดเพื่อแสวงหาผลกำไร มีผู้จดทะเบียนโดเมนไว้เก็งกำไร มีผู้จดทะเบียนโดเมนไว้ขายต่อ บางคนจดมาก็ไม่ใช้ทำเว็บไซต์ก็มี
โดเมนเนมชื่อดี ๆ จึงมักจะถูกจองเอาไว้แล้ว ทั้งนี้ทาง ICANN เองก็ได้มองเห็นปัญหาดังกล่าว และได้มีการอนุมัตินามสกุลใหม่ ๆ ของโดเมนเนมออกมาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น .info (ดอทอินโฟ) .us (ดอทยูเอส) .biz (ดอทบิส) .ws (ดอทดับบลิวเอส) ซึ่งทาง ICANN ก็ได้วางประเภทของเว็บไซต์ที่จะใช้งานภายใต้นามสกุลต่าง ๆ ไว้ชัดเจน ที่เหลือก็คือเรื่องของจรรยาบรรณในการจัดทำเว็บไซต์ของผู้พัฒนาเว็บไซต์ ว่าจะทำเว็บไซต์ได้สอดคล้องกับชื่อโดเมนเนมที่จดทะเบียนไว้หรือไม่
ความหมายโดยย่อของชื่อโดเมนนามสกุลต่าง ๆ
.com หมายถึง commercial หรือโดเมนเนมที่เป็นเรื่องของการค้าขาย
.net หมายถึง internet หรือโดเมนเนมที่เป็นเรื่องของ Internet
.org หมายถึง organization หรือ โดเมนเนมที่เป็นเรื่องขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร
.info หมายถึง information หรือ โดเมนเนมที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้ข้อมูลสารสนเทศ
.us หมายถึง unitedstate หรือ โดเมนเนมที่เป็นเว็บไซต์ภายในประเทศสหรัฐอเมริกา
.biz หมายถึง business หรือ โดเมนเนมที่เป็นเรื่องของธุรกิจ
.ws หมายถึง website หรือ โดเมนเนมที่เป็นเรื่องของเว็บไซต์
การจดทะเบียนโดเมนใด ๆ ควรจะจดตรงกับผู้ให้บริการที่ได้รับความน่าเชื่อถือ และได้รับการรับรองจาก ICANN ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ผู้ให้บริการรับจดทะเบียนโดเมน จะเป็น Reseller หรือ Distributor ของทางต่างประเทศอีกที ซึ่งก็มีความสามารถในการจดทะเบียนโดเมน โดยได้รับการรับรองโดยตรงจาก ICANN เช่นกัน
ครอบครัวข่าว.com หรือ amonsri.com เป็นต้น ชื่อเหล่านี้เรียกว่า "โดเมน เนม"
การจดโดเมนเนม ก็คือการตั้งชื่อเว็บไซด์ของเรานั่นเอง แล้วเราจะเช็คได้ไงว่า ชื่อที่เราต้องการมีคนอื่นจับจองไปแล้วหรือยัง ก็ต้องเช็คดูดังนี้
การจดชื่อเว็บไซด์หรือโดเมนเนม ให้เลือกดูตามความต้องการของเราจะจดกับบริษัทไหน ข้อดี ข้อเสียของแต่ละบริษัทเป็นยังไง จะจดเป้นภาษาไทศหรืออังกฤษ
การจดทะเบียนโดเมนเนม คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร
ชื่อโดเมน ก็เปรียบเสมือน ชื่อบริษัท ชื่อร้านค้า ชื่อยี่ห้อ ที่มีความสำคัญอย่างมากในการทำธุรกิจ หรือการสร้างแนวทางความคิด การขาย การสร้างยี่ห้อ ทุกๆ อย่างล้วนแล้วแต่สัมพันธ์กับชื่อ ในระบบโลกออนไลน์ ชื่อดังกล่าว ก็คือ โดเมนเนม นั่นเองสำหรับ โดเมน ในระบบสากลที่เป็นที่นิยม และได้รับการยอมรับอย่างมาก ก็คือ .com (ดอทคอม) .net (ดอทเน็ต) .org (ดอทอ๊อก) ซึ่งแต่ก่อนนามสกุลของโดเมน มีไว้เพื่อแยกแยะประเภทของเว็บไซต์ เพื่อให้ระบบสามารถจัดเก็บเว็บไซต์ได้เป็นหมวดหมู่ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อก่อนการจดทะเบียนโดเมนเนมนั้น ไม่ได้มีการตรวจสอบ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า เว็บไซต์ที่กำลังจะจัดทำขึ้นมานั้นเป็นเว็บไซต์ประเภทใด
บางคนอาจจะจดโดเมน .org ที่เป็นนามสกุลสำหรับเว็บไซต์องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร แต่กลับไปทำการค้า ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้มีข้อห้ามที่ชัดเจนจากองค์กรที่เป็นผู้รับรองการจด ทะเบียนโดเมนอย่าง ICANN ด้วยสาเหตุที่ไม่สามารถตรวจสอบเว็บไซต์ประเภทต่าง ๆ ว่าได้ดำเนินวิธีการสร้างเว็บไซต์ไว้ตรงกับชื่อโดเมนเนมที่ได้จดทะเบียนหรือ ไม่ จึงเป็นเหตุในการจดทะเบียนโดเมนในปัจจุบัน มีผู้จดเพื่อแสวงหาผลกำไร มีผู้จดทะเบียนโดเมนไว้เก็งกำไร มีผู้จดทะเบียนโดเมนไว้ขายต่อ บางคนจดมาก็ไม่ใช้ทำเว็บไซต์ก็มี
โดเมนเนมชื่อดี ๆ จึงมักจะถูกจองเอาไว้แล้ว ทั้งนี้ทาง ICANN เองก็ได้มองเห็นปัญหาดังกล่าว และได้มีการอนุมัตินามสกุลใหม่ ๆ ของโดเมนเนมออกมาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น .info (ดอทอินโฟ) .us (ดอทยูเอส) .biz (ดอทบิส) .ws (ดอทดับบลิวเอส) ซึ่งทาง ICANN ก็ได้วางประเภทของเว็บไซต์ที่จะใช้งานภายใต้นามสกุลต่าง ๆ ไว้ชัดเจน ที่เหลือก็คือเรื่องของจรรยาบรรณในการจัดทำเว็บไซต์ของผู้พัฒนาเว็บไซต์ ว่าจะทำเว็บไซต์ได้สอดคล้องกับชื่อโดเมนเนมที่จดทะเบียนไว้หรือไม่
ความหมายโดยย่อของชื่อโดเมนนามสกุลต่าง ๆ
.com หมายถึง commercial หรือโดเมนเนมที่เป็นเรื่องของการค้าขาย
.net หมายถึง internet หรือโดเมนเนมที่เป็นเรื่องของ Internet
.org หมายถึง organization หรือ โดเมนเนมที่เป็นเรื่องขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร
.info หมายถึง information หรือ โดเมนเนมที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้ข้อมูลสารสนเทศ
.us หมายถึง unitedstate หรือ โดเมนเนมที่เป็นเว็บไซต์ภายในประเทศสหรัฐอเมริกา
.biz หมายถึง business หรือ โดเมนเนมที่เป็นเรื่องของธุรกิจ
.ws หมายถึง website หรือ โดเมนเนมที่เป็นเรื่องของเว็บไซต์
การจดทะเบียนโดเมนใด ๆ ควรจะจดตรงกับผู้ให้บริการที่ได้รับความน่าเชื่อถือ และได้รับการรับรองจาก ICANN ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ผู้ให้บริการรับจดทะเบียนโดเมน จะเป็น Reseller หรือ Distributor ของทางต่างประเทศอีกที ซึ่งก็มีความสามารถในการจดทะเบียนโดเมน โดยได้รับการรับรองโดยตรงจาก ICANN เช่นกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)