วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

คนรวยให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวเอง
คนจนทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน
ถ้า คุณเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ คุณคงเติบโตขึ้นมาโดยถูกสั่งสอนให้ "ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงิน" ในทางตรงกันข้าม เป็นไปได้มากทีเดียวว่าคุณคงไม่เคยถูกสอนว่า "การใช้เงินทำงานหนัก" ให้คุณก็สำคัญไม่แพ้กัน

ควรรวยมีเวลาเล่นสนุกสนานและพักผ่อนเพราะพวก เขาทำงานอย่างชาญฉลาด พวกเขาเข้าใจและนำหลักการเพิ่มค่าของเงินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พวกเขาจ้างคนมาทำงานและยังใช้เงินของตนทำงานแทนด้วย

คน รวยเข้าใจว่า "คุณ" ต้องทำงานหนัก จนกระทั่ง "เงิน" ของคุณสามารถทำงานหนักให้คุณได้ และตัวคุณเองก็ไม่จำเป็นต้องทำงานอีกต่อไป พวกเขาเข้าใจว่า ยิ่งเงินของคุณทำงานหนักเท่าไหร่ ตัวคุณจำเป็นต้องทำงานน้อยลงเท่านั้น

ขอย้ำอีกครั้งว่า ก่อนอื่นคุณต้องทำงานหนักเพื่อหาเงิน แล้วจึงให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวคุณเองบ้าง

ใน การสัมมนาของผม เกมการเงินของเรามีเป้าหมายเพื่อให้ "ไม่ต้องทำงานอีกเลย...นอกเสียจากคุณเลือกที่จะทำ" และถ้าคุณต้องทำงาน คุณก็จะทำงาน "ด้วยใจรัก ไม่ใช่เพราะความจำเป็น"

อิสรภาพ ทางการเงินในนิยามของผมคือ ความสามารถที่จะดำเนินชีวิตในรูปแบบที่คุณต้องการโดยไม่จำเป็นต้องทำงานหรือ พึ่งพาคนอื่นในเรื่องเงิน คุณจะมีอิสรภาพทางการเงินเมื่อรายได้งอกเงยของคุณมีจำนวนมากกว่ารายจ่าย

แหล่งที่มาของรายได้งอกเงยอย่างแรกคือ "เงินสร้างเงิน" ซึ่ง ได้แก่ รายได้จากการลงทุน เช่น หุ้น พันธบัตร ตั๋วเงินคงคลัง ตลาดเงิน กองทุนรวม รวมไปถึงทรัพย์สินอื่นๆ ที่ถือว่ามีค่าและแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

แหล่งรายได้งอกเงยอีกอย่างคือ "ธุรกิจสร้างเงิน" หรือธุรกิจซึ่งนำมาซึ่งรายได้ต่อเนื่องโดยคุณไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อให้ธุรกิจนั้นสามารถดำเนินการหรือสร้างรายได้ ตัวอย่างเช่น การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ค่าลิขสิทธิ์หนังสือ ดนตรี หรือซอฟท์แวร์ การขายแฟรนไชส์ การให้เช่าโกดังเก็บสินค้า การทำธุรกิจแบบเครือข่าย การลงทุนกับเครื่องขายของหรือหยอดเหรียญต่างๆ ฯลฯ หลักการคร่าวๆคือ การให้ธุรกิจทำงานแทนคุณและสร้างรายได้ด้วยตัวของมันเอง

ผมไม่ได้ กล่าวถึงความสำคัญของการสร้างรายได้งอกเงยมากเกินความเป็นจริงหรอก เพราะถ้าคุณไม่มีรายได้งอกเงย คุณย่อมไม่มีทางเป็นอิสระทางการเงินอย่างแน่นอน

แต่คุณรู้ไห ม่ว่าคนส่วนใหญ่มีปัญหากับการสร้างรายได้งอกเงยมาก เหตุผลมีสามประการ ข้อแรกคือการถูกปลูกฝังตั้งแต่ในวัยเด็ก พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกโปรแกรมมาไม่ให้สร้างรายได้งอกเงย ข้อสอง ไม่มีใครเคยสอนเราว่าจะสร้างรายได้งอกเงยได้อย่างไร ข้อสุดท้าย ในเมื่อเราไม่เคยถูกสอนเรื่องการสร้างรายได้งอกเงยเลย เราจึงไม่ให้ความสนใจกับมัน เรามีรายได้จากการประกอบอาชีพและทำธุรกิจเป็นหลัก แต่ถ้าคุณเข้าใจตั้งแต่ในวัยเด็กว่าจุดมุ่งหมายหลักทางการเงินของเรา คือการสร้างรายได้งอกเงย คุณอาจคิดทบทวนก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพก็เป็นได้

คุณ มีสองวิธีให้เลือกในการสร้างความร่ำรวย นั่นคือ คุณต้องมีรายได้มากขึ้น หรือใช้เงินน้อยลง คุณมีอำนาจในการตัดสินใจเลือก อะไรที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณ? คนจนมักเลือกความสุขชั่วครู่ชั่วยาม ขณะที่คนรวยเลือกความสมดุล

บ่อย ครั้งที่ "การใช้เงิน" ทั้งๆที่ "ไม่มี" เป็นเพียง "การระบาย" อารมณ์ที่คุณมีอาการนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป่วา การบำบัดด้วยการซื้อ

จง ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่คุณสามารถซื้อได้ในตอนนี้ ถ้าคุณต้องการเงินทุนมากกว่าที่มี คุณอาจร่วมหุ้นกับคนที่คุณเชื่อใจและรู้จักดีก็ได้ ทางเดียวที่คุณจะมีปัญหาจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็คือ การจ่ายเกินกำลังหรือจำเป็นต้องขายตอนราคาตก อย่างที่เขาพูดกันนั่นแหละว่า "อย่ารอเวลาที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อไว้ก่อนแล้วค่อยรอทีหลังจะดีกว่า"

เคล็ด ลับคือการศึกษาค้นคว้า การเรียนรู้เรื่องการลงทุน หัดทำความคุ้นเคยกับวิธีลงทุนและเครื่องมือทางการเงินต่างๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น กองทุน พันธบัตร การแลกเปลี่ยนเงินตรา ฯลฯ จากนั้นฝึกปรือความสามารถด้านใดด้านหนึ่งให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เริ่มต้นลงทุนในด้านนั้นแล้วค่อยหัดลงทุนในด้านอื่นๆ ต่อไป

สรุป ได้ว่า คนจนทำงานหนักและใช้เงินทั้งหมดที่หามาได้ พวกเขาจึงต้องทำงานหนักตลอดไป ส่วนคนรวยทำงานหนัก สะสมเงิน และนำไปลงทุน พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องทำงานหนักอีก





คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงิน
คนจนเก่งเรื่องการบริหารเงินแบบผิดๆ
คน รวยไม่ได้ฉลาดกว่าคนจน พวกเขาเพียงแต่มีนิสัยในด้านการเงินที่แตกต่างและเอื้อต่อการสร้างความ มั่งคั่งมากกว่า ลักษณะนิสัยดังกล่าวเป็นผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูในอดีต ดังนั้น ถ้าคุณบริหารเงินได้ไม่ดี นั่นอาจหมายความว่า คุณไม่ได้ถูกสอนมาให้บริหารเงิน อีกข้อหนึ่งคือเป็นไปได้มากทีเดียวว่าคุณอาจไม่รู้วิธีบริหารเงินอันแสนง่าย ดายและเปี่ยมประสิทธิภาพ โรงเรียนไม่ได้สอนวิชา "ร้อยแปดวิธีการบริหารเงิน" เราเรียนแต่เรื่องสงครามกลางเมืองกู้ชาติ และแน่นอนครับ นั่นเป็นความรู้ที่ผมเอามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อักโขทีเดียว

คนจนนั้น ถ้าพวกเขาไม่ชอบบริหารเงินด้วยเหตุผลหลักๆ ก็มักหลีกเลี่ยงมันไปเลย ผู้คนไม่ชอบบริหารเงินด้วยเหตุผลหลักๆเพียงสองข้อ

ข้อแรกคือ พวกเขาบอกว่ามันเป็นการจำกัดอิสรภาพ

ผม ขอบอกว่าการบริหารเงินไม่ได้จำกัดอิสรภาพของคุณแม้แต่น้อย...ตรงกันข้าม มันให้อิสระแก่คุณต่างหาก การบริหารเงินจะช่วยให้คุณได้รับอิสรภาพทางการเงินได้ในที่สุด คุณจึงไม่จำเป็นต้องทำงานอีก สิ่งนี้ต่างหากที่เป็นอิสรภาพที่แท้จริงสำหรับผม

ข้อสองคือ พวกที่แก้ตัวว่า "ฉันไม่มีเงินมากขนาดจำเป็นต้องบริหาร"

ที่ถูกต้องพวกเขาควรพูดว่า "เมื่อฉันเริ่มบริหารเงิน ฉันจึงจะมีเงินมาก"

มัน ก็เหมือนกับคนอ้วนที่พูดว่า "ฉันจะเริ่มออกกำลังกายและควบคุมอาหารทันทีที่ฉันลดน้ำหนักได้ยี่สิบปอนด์" ขั้นแรกคุณต้องบริหารเงินที่มีให้ดีเสียก่อน แล้วคุณก็จะมีเงินให้บริหารมากขึ้นไปอีก

กฎของสวรรค์ก็คือ "ถ้าคุณยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าคุณจัดการกับสิ่งที่มีอยู่ในมือได้ คุณก็จะไม่ได้รับอะไรเพิ่ม!"

คุณ ต้องบ่มเพาะนิสัยและทักษะในการบริหารเงินก้อนเล็กๆ ก่อนที่จะมีเงินก้อนใหญ่ การบริหารเงินจนกลายเป็นนิสัยย่อมมีความสำคัญกว่าจำนวนเงินที่เราบริหาร

แล้วคุณจะบริหารเงินของคุณอย่างไร? ผมจะให้หลักการสักสองสามข้อเพื่อให้คุณสามารถนำไปใช้ได้

ให้ คุณเปิด "บัญชีอิสรภาพทางการเงิน" ของคุณเพิ่มอีกบัญชีหนึ่ง แล้วฝากเงิน 10% ของทุกบาทที่คุณหามาได้ (หลังหักภาษีแล้ว) ไว้ในบัญชีนี้ เงินส่วนนี้มีไว้เพื่อการลงทุนและซื้อหรือสร้างแหล่งรายได้งอกเงยเท่านั้น ห้ามนำเงินในบัญชีนี้ไปใช้ซื้อของ ใช้ได้เฉพาะการลงทุนเท่านั้น

มี ผู้เข้าร่วมสัมมนาคนหนึ่งถามผมว่า "ผมจะบริหารเงินได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้ยังต้องหยิบยืมเงินคนอื่นมาใช้เพื่อ ให้อยู่รอดไปวันๆอย่างนี้?"

คำตอบคือ "จงยืมมาเพิ่มอีกหนึ่งดอลลาร์ แล้วบริหารเงินหนึ่งดอลลาร์นั้น"

เพราะ ในที่นี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่กฎแห่งโลก "ภายนอก" เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกฎแห่งโลก "ภายใน" ด้วย ปาฏิหารย์แห่งการเงินจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณแสดงให้สวรรค์เห็นว่าคุณบริหาร เงินของคุณได้อย่างเหมาะสมแล้ว

นอกจากการ เปิดบัญชีอิสรภาพทางการเงินแล้ว คุณควรมีกระปุกอิสรภาพทางการเงินไว้ในบ้าน และหยอดเงินใส่มันทุกวันไม่ว่าจะเป็น 10 ดอลลาร์ 5 ดอลลาร์ 1 ดอลลาร์ เงินเพนนีเดียวหรือเศษเงินก้อนกระเป๋าทั้งหมด

จำนวน เงินไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำให้เป็นนิสัย เคล็ดลับคือการให้ "ความสนใจ" กับจุดมุ่งหมายที่จะไปสู่อิสรภาพทางการเงินทุกๆวัน

คู่ เหมือนดึงดูดกัน เงินดึงดูดเงิน กระปุกธรรมดาๆของคุณจะกลายเป็น "แม่เหล็กดูดเงิน" เพื่อดึงดูดเงินจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งโอกาสแห่งการมีอิสรภาพทางการเงินด้วย

นอกจากนี้ คุณควรมีอีกบัญชีไว้เก็บเงินจำนวนเท่าๆ กันสำหรับ "ผลาญ" เล่นเพื่อความสุขส่วนตัวโดยเฉพาะ

หนึ่ง ในเคล็ดลับสำคัญแห่งการบริหารเงินคือควาสมดุล คุณควรเก็บเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับนำไปใช้ลงทุนเพื่อ ให้เม็ดเงินงอกเงย แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ต้องแบ่งเงิน 10% ของรายได้ใส่ไว้ในบัญชี "ใช้เล่น" ด้วย

เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด คุณไม่มีทางสร้างผลกระทบกับด้านใดด้านหนึ่งของชีวิตโดยไม่ส่งผลกับด้านอื่นๆ หรอก ถ้าคุณเอาแต่เก็บออม ในที่สุดจิตใจบางส่วนของคุณที่มองหาความสนุกก็จะบอกว่า "ฉันทนมานานพอแล้ว ฉันควรได้รับความสนใจบ้าง" แล้วก็ล้างผลาญทุกอย่างที่คุณเพียรสะสมมา

กฎเหล็กของบัญชีเงินใช้เล่นคือ เงินที่เก็บไว้ในบัญชีนี้จะต้องถูกนำไปใช้ทุกเดือน

หนทางเดียวที่เราจะเก็บออมเงินได้สำเร็จก็คือ การได้ใช้จ่ายเงินเพื่อความบันเทิงเป็นรางวัลชดเชยสำหรับความพยายามในการเก็บออม

นอกจากบัญชีเงินใช้เล่นและบัญชีอิสรภาพทาการเงินแล้ว ผมขอแนะนำให้คุณเปิดอีกสี่บัญชี เพื่อแยกรายได้ของคุณเก็บไว้ดังนี้

10% ใส่บัญชีเงินออมระยะยาวเพื่อการใช้จ่าย
10% ใส่บัญชีเพื่อการศึกษา
50% ใส่บัญชีเพื่อการใช้จ่ายที่จำเป็น
10% ใส่บัญชีเพื่อการให้


ถ้า คุณบริหารเงินของคุณตามหลักการนี้คุณจะสามารถมีอิสรทางการเงินได้ด้วยรายได้ ไม่มาก ถ้าคุณบริหารเงินได้ไม่ดี แม้จะมีรายได้มหาศาล คุณก็ไม่สามารถมีอิสระทางการเงินได้

เงินเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของคุณ เมื่อคุณเรียนรู้วิธีควบคุมการเงิน ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้นในทุกๆ ด้าน

(จาก หนังสือ "ไขความลับสมองเงินล้าน" (Secrets of the Millionaire Mind) ของ T. Harv Eker จัดพิมพ์โดย สนพ.WeLEARN ราคา169บาท เนื้อหาที่นำมาลงไว้เป็นเนื้อหาที่ถูกตัดตอนมาแค่บางส่วนเท่านั้น ที่เหลือตลอดทั้งเล่มยังมีเนื้อหาดีๆ ให้ได้อ่านกันอีกมาก ถ้าเพื่อนๆคนไหนสนใจสามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป )

- ฝากไว้ -
อ่านมาถึงบทที่ 14 แล้ว เป็นไงกันบ้าง? ใครมีความคิดเห็นอย่างไรฝากกันไว้ได้นะ

ถ้า ดูจากในบทนี้จะเห็นว่าเนื้อหาการทำบัญชีที่แนะนำไว้นั้น จาก100% เราจะมีเงินไว้สำหรับใช้เล่น 10% ที่ต้องใช้ให้หมดทุกเดือน กับเงินรายจ่ายที่จำเป็นอีก 50% ส่วนนอกนั้นจะกลายเป็นเงินออมทั้งหมดอีก 40% อยากให้ทุกคนที่อ่านแล้วร่วมกันแสดงความเห็นไว้ใน blog ให้ทีนะ หรือถ้าใครจะเอาไปลองทำแล้วได้ผลยังไงมาบอกกันมั่ง

ส่วนอีก 3 บทสุดท้ายจะทยอยอัพให้ รับรองเนื้อหาเข้มข้นแน่นอน :-
















คนรวยสนใจมูลค่าทรัพย์สิน
คนจนสนใจแต่รายได้จากการทำงาน
เครื่อง วัดความมั่งคั่งที่แท้จริงคือมูลค่าทรัพย์สิน ไม่ใช่รายได้จากการทำงาน นี่คือความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยน มูลค่าทรัพย์สินคือมูลค่ารวมของทุกสิ่งที่คุณครอบครอง ซึ่งสามารถประเมินได้จากการรวมมูลค่าของทุกอย่างที่คุณเป็นเจ้าของ


มูลค่าทรัพย์สินคือการวัดความมั่งคั่งที่ดีที่สุด เพราะในกรณีที่จำเป็น ทรัพย์สินในครอบครองของคุณสามารถนำมาเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

รายได้จากการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในสี่ปัจจัยที่กำหนดมูลค่าทรัพย์สินของคุณ ปัจจัยทั้งสี่มีดังนี้
1.รายได้
2.เงินเก็บ
3.การลงทุน
4.ชีวิตที่เรียบง่าย

รายได้มีอยู่สองรูปแบบคือ รายได้จากการทำงาน และรายได้งอกเงย

ราย ได้จากการทำงานคือเงินที่ได้มาจากการลงแรงทำงาน ซึ่งรวมถึงเงินค่าจ้างจากการทำงานวันต่อวัน หรือสำหรับผู้ที่มีธุรกิจส่วนตัว รายได้ส่วนนี้คือกำไรหรือรายได้จากการทำธุรกิจ รายได้จากการทำงานคือเงินที่คุณต้องเสียเวลาและแรงงานเพื่อให้ได้มา รายได้จากการทำงานเป็นสิ่งสำคัญเพราะถ้าไม่มีมันก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงตัว แปรที่เหลือทั้งสามด้าน

แต่แม้ว่ารายได้จากการทำงานจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของสมการมูลค่าทรัพย์สินเท่านั้น

รายได้งอกเงย คือ เงินที่คุณได้มาโดยไม่ต้องลงแรงทำงาน

เงิน ออมก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน คุณอาจหาเงินมาได้ก้อนโต แต่ถ้าคุณไม่เก็บมันไว้บ้าง คุณก็จะไม่มีวันร่ำรวย หลายคนมีแผนผังการเงินไว้สำหรับถลุงเงินที่หามาได้แต่เพียงอย่างเดียว พวกเขาเลือกความพอใจชั่วขณะแทนความสมดุลในระยะยาว นักใช้เงินมีคติพจน์ประจำใจสามข้อ ข้อแรกคือ "มันก็แค่เงิน" ข้อสองคือ "ใช้ไป เดี๋ยวก็หาใหม่ได้" ข้อสามคือ "โทษที ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้หรอก ฉันถังแตกอยู่"

เมื่อคุณเก็บสะสมเงิน จากรายได้ได้จำนวนหนึ่ง คุณจะสามารถก้าวไปสู่ขั้นตอนต่อไปและทำให้เงินของคุณงอกเงยด้วยการลงทุน ยิ่งคุณลงทุนได้ทีมากเท่าไหร่ เงินของคุณก็จะงอกเงยและเพิ่มพูนมูลค่าทรัพย์สินได้มากขึ้นเท่านั้น

คน รวยทุ่มเวลาและพลังไปกับการเรียนรู้เรื่องการลงทุน พวกเขาภูมิใจในความเก่งกาจด้านการลงทุนของตัวเอง หรืออย่างน้อยก็จ้างนักลงทุนเก่งๆมาลงทุนแทน

ตัวแปรที่เรียกสี่เรียกว่า "วิถีชีวิตที่เรียบง่าย" มี ความสอดคล้องกับการออมเงิน เมื่อคุณเลือกที่จะดำรงชีวิตในแบบที่ใช้เงินน้อยลง ค่าใช้จ่ายต่างๆก็จะลดลง คุณก็จะมีเงินออมไว้สำหรับการลงทุนมากขึ้น

คนจนและชนชั้นกลางส่วน ใหญ่เล่นเกมการเงินด้วยล้อเพียงล้อเดียว พวกเขาเชื่อว่าหนทางสู่ความร่ำรวยคือการหาเงินให้ได้มากๆ แต่เพียงอย่างเดียว พวกเขาเชื่อเช่นนั้นเพราะพวกเขาไม่เคยไปถึงจุดที่มีรายได้สูง พวกเขาไม่เข้าใจกฎของพาร์คินสันซึ่งระบุว่า "ค่าใช้จ่ายมักเพิ่มเป็นสัดส่วนโดยตรงกับรายได้" เมื่อรายได้มากขึ้น รายจ่ายก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัวแทบทุกครั้งไป นั่นคือสาเหตุที่คุณไม่สามารถร่ำรวยได้จากการมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงอย่าง เดียว

จำไว้ว่าสิ่งที่คุณให้ความสนใจจะ เพิ่มขยายผล เมื่อคุณจับตาดูมูลค่าทรัพย์สิน นั่นหมายความว่าคุณได้ให้ความสนใจกับมัน และเนื่องจากสิ่งที่คุณให้ความสนใจจะเพิ่มขยายผล มูลค่าทรัพย์สินของคุณก็จะเพิ่มพูนขึ้นด้วย


คนรวยเลือก "ทั้งสองทาง"
คนจนเลือก "ทางใดทางหนึ่ง"
คน รวยอยู่ในโลกแห่งความพรั่งพร้อม คนจนอยู่ในโลกแห่งข้อจำกัด แน่นอน ทั้งสองต่างอยู่บนโลกใบเดียวกัน แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่มุมมองของพวกเขา

คน จนและชนชั้นกลางส่วนใหญ่มาจากพื้นเพที่ยากลำบาก พวกเขาใช้ชีวิตโดยมีคำขวัญประจำใจว่า "ไม่มีอะไรที่เพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้หรอก และเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะมีพร้อมทุกอย่าง"

แต่ถึงคุณไม่อาจมีได้ "ทุกอย่าง" หรือทุกๆสิ่งบนโลกใบนี้ ผมก็เชื่อว่าคุณสามารถมี "ทุกอย่างที่คุณต้องการจริงๆ" ได้อย่างแน่นอน

คนรวยเข้าใจว่า ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพียงเล็กน้อย คุณย่อมสามารถคิดหาหนทางเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดทั้งสองด้านแทบทุกครั้ง

คำถามสำคัญที่คุณต้องถามตัวเองก็คือ "ฉันจะมีทั้งสองอย่างได้อย่างไร?"

คำถามนี้จะเปลี่ยนชีวิตคุณจากชีวิตที่ขาดแคลนและเต็มไปด้วยข้อจำกัดไปสู่สรวงสวรรค์ที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นไปได้และความอุดมสมบูรณ์

การ คิดถึง "สองทางเลือก" มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเงิน คนจนและชนชั้นกลางเชื่อว่าตนต้องเลือกระหว่างเงินและสิ่งอื่นๆในชีวิต ผลที่ตามมาคือ พวกเขาสรรหาข้ออ้างมาทำให้เงินกลายเป็นเรื่องสำคัญรองจากสิ่งอื่นๆ

ขอ ย้ำให้ชัดอีกครั้งว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ! การบอกว่าเงินไม่สำคัญเท่าสิ่งอื่นๆในชีวิตเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ สำหรับคุณแล้ว อะไรสำคัญกว่ากันระหว่างแขนและขา? เป็นไปได้ไหมว่ามันอาจสำคัญทั้งสองอย่าง?

คนที่ร่ำรวยล้วนเข้าใจดีว่า คุณต้องเลือกทั้งสองอย่าง เหมือนที่คุณต้องมีทั้งแขนและขา นั่นคือ คุณต้องมีเงินและมีความสุขด้วย

ถ้า คุณต้องการมีชีวิตที่ปราศจากขีดจำกัด ไม่ว่าในสถานการณ์ใดก็ตาม จงปล่อยวางความคิดที่จะเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และมุ่งมั่นกับความตั้งใจที่จะมี "ทั้งสองอย่าง"

คนรวยเลือกที่จะได้รับเงินตามผลงาน
คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน
คุณ เคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า "ไปโรงเรียน เรียนให้ได้เกรดดีๆ หางานดีๆทำ หางานที่มีเงินเดือนประจำ ตรงต่อเวลา ทำงานหนัก...แล้วคุณจะมีชีวิตที่มีความสุขตลอดไป" บ้างไหมครับ?

ผมจะ ไม่เสียเวลาหาเหตุผลมาหักล้างคำแนะนำนี้ทั้งหมดหรอกนะครับ เพราะคุณสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง ลองดูจากประสบการณ์ของตัวเองหรือคนรอบตัวคุณก็ได้

แต่สิ่งที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกับคุณในที่นี้คือเรื่องเงินเดือน "ประจำ"

การ ได้รับเงินเดือนประจำนั้นไม่มีอะไรผิดหรอก มันแค่ลดประสิทธิภาพในการหาเงินให้ได้ตามศักยภาพสูงสุดของคุณ นั่นแหละปัญหา และมักจะเป็นปัญหาสำหรับคนส่วนใหญ่ด้วย

ความมั่นคงเช่นนี้ต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่าง และสิ่งนั้นก็คือ "ความมั่งคั่ง"

การใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคงไม่ต่างจากการใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความกลัว สิ่งที่คุณคิดจริงๆก็คือ "ฉัน กลัวว่าจะไม่สามารถหาเงินได้พอยาไส้ถ้าต้องพิจารณาจากความสามารถในการทำงาน ดังนั้นฉันจะขอรับเงินแค่ให้พออยู่รอดหรืออยู่ได้อย่างไม่ลำบากก็พอ"

คนรวยชอบที่จะรับเงินตามผลงานของพวกเขามากกว่า ในโลกของการเงิน จำนวนผลตอบแทนมักสมน้ำสมเนื้อกับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับเสมอ

คน รวยเชื่อในตัวเอง พวกเขาเชื่อในคุณค่าและความสามารถในการสร้างคุณค่าของตัวเอง ขณะที่คนจนไม่เชื่อ นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาต้องการ "หลักประกัน"

คน จนแลกเวลากับเงิน กลยุทธ์นี้มีปัญหาเพราะเวลาของคุณมีอยู่อย่างจำกัด นั่นหมายความว่าคุณกำลังแหกกฎแห่งความมั่งคั่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งระบุว่า "อย่าให้มีเพดานจำกัดรายได้ของคุณ" ถ้าคุณเลือกรับเงินตามเวลาที่คุณใช้ในการทำงาน เท่ากับคุณกำลังทำลายโอกาสไปสู่ความมั่งคั่งของตัวคุณเอง

สมมุติว่า คุณอยู่ในธุรกิจขายปากกา มีลูกค้าโทรสั่งซื้อปากกา 50,000 ด้าม ในกรณีนี้ คุณจะทำอย่างไร? คุณก็แค่โทรไปหาผู้ผลิต สั่งปากกามา 50,000 ด้าม และก็ส่งขาย แล้วก็นั่งนับกำไรอย่างเป็นสุข ในทางกลับกัน สมมุติว่าคุณเป็นนักนวดเพื่อการบำบัด และมีลูกค้า 50,000 คนต่อแถวอยู่นอกประตูรอให้คุณนวด คุณจะทำอย่างไร? ถึงเวลานั้น คุณคงจะตีอกชกหัวตัวเองที่ไม่เลือกทำธุรกิจปากกาตั้งแต่แรก

ผมพบ ว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดแหง็กอยู่กับการเป็นมนุษย์เงินเดือน คือผู้ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาตั้งแต่เด็กว่า วิธีนี้คือหนทาง "ปกติ" ในการทำมาหากิน

พ่อแม่ส่วนใหญ่เป็นห่วงและปกป้องลูกมากจนเกินไป จึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาอยากให้ลูกๆ มีชีวิตที่มั่นคง ดังเช่นที่คุรอาจเคยมีประสบการณ์มาแล้ว งานใดๆก็ตามที่ไม่มีเงินเดือนประจำมักทำให้พ่อแม่ทักท้วงว่า "เมื่อไหร่ลูกจะหางานหาการทำจริงๆ จังๆ ซะที?"

ผมจำได้ว่า เมื่อพ่อแม่ผมถามผมแบบนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ผมตอบไปว่า "ไม่มีวันนั้นหรอกครับ!" แม่ผมฉุนจัดทีเดียว แต่พ่อผมพูดออกมาว่า "ดี แล้วล่ะลูก ลูกไม่มีทางรวยได้หรอกถ้ารอรับเงินเดือนจากคนอื่น ถ้าลูกจะหางานทำ ก็ขอให้รับค่าจ้างเป็นเปอร์เซนต์ ไม่อย่างนั้นก็ทำงานของตัวเอง!"

ผมก็ขอสนับสนุนให้คุณทำงาน "ของตัวเอง" เช่นกัน สร้างธุรกิจของตัวเอง ทำงานรับค่าคอมมิสชั่น รับค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซนต์จากรายได้หรือผลกำไรของบริษัท หรือเลือกรับเป็นหุ้น

ไม่ว่าคุณจะเลือกอะไร ขอให้แน่ใจว่าคุณปูทางไปสู่การรับค่าตอบแทนตามผลงาน


โดย ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าทุกๆคนควรจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแบบเต็มตัวหรือพาร์ตไทม์ก็ตาม เหตุผลประการแรกคือ เศรษฐีเงินล้านส่วนมากล้วนร่ำรวยขึ้นมาจากการทำธุรกิจของตัวเอง

แล้ว อีกอย่าง เป็นเรื่องยากที่จะร่ำรวยขึ้นมาได้เมื่อมีเจ้าหน้าที่ด้านภาษีของรัฐตั้ง หน้าตั้งตารับส่วนแบ่งเกือบครึ่งของทุกเม็ดเงินที่คุณหามาได้ แต่ถ้าคุณ มีบริษัทของตัวเอง คุณสามารถประหยัดเงินได้ไม่ใช่น้อย ด้วยการนำค่าใช้จ่ายต่างๆไปขอลดหย่อนภาษี แค่เหตุผลนี้เพียงข้อเดียว การมีธุรกิจเป็นของตัวเองก็คุ้มค่าน่าลองแล้ว

ท้ายที่สุดแล้ว หนทางเดียวที่จะมีรายได้ที่สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของตัวคุณเอง คือ การเลือกที่จะรับค่าตอบแทนตามผลงาน ขอย้ำอีกครั้ง ด้วยคำพูดของพ่อที่ประทับใจผมที่สุด

"ลูกไม่มีทางรวยได้หรอกถ้ารอรับเงินเดือนจากคนอื่น ถ้าลูกจะหางานทำก็ขอให้รับค่าจ้างเป็นเปอร์เซนต์ ไม่อย่างนั้นก็ทำงานของตัวเอง!"

คนรวยเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม
คนจนเป็นผู้รับที่ยอดแย่
ถ้า จะให้ผมฟันธงถึงสาเหตุอันดับหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถบรรลุศักยภาพสูงสุด ทางการเงินของตัวเองได้ ผมก็จะขอบอกว่า คนส่วนใหญ่เป็น "ผู้รับ" ที่แย่ เขาอาจเป็นผู้ให้ที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่ที่แน่ๆคือ พวกเขาเป็นผู้รับที่แย่ และเพราะพวกเขารับได้แย่ พวกเขาจึงเลือกที่จะไม่รับ!

คนเรามีปัญหา กับการเป็นผู้รับด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกเลยคือ หลายคนรู้สึกว่าตนเองด้อยค่าหรือไม่คู่ควร อาการของโรคนี้แพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในสังคมของเรา

ผมขอเดาว่ากว่า 90% ของประชากรโลกต่างมีความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่ดีพอวิ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด

แต่ สิ่งสำคัญคือ คุณต้องตระหนักไว้ว่า ความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างฐานะและจากมุมมองทาง การเงิน มันอาจเป็นแรงกระตุ้นอย่างดีเสียด้วยซ้ำ

ความ รู้สึกว่าตัวเองมีค่าหรือไม่ ล้วนเป็น "เรื่องราว" ที่เราสร้างขึ้นเอง ก็อย่างที่บอกไปแล้ว ไม่มีสิ่งใดมีความหมายหรอก นอกจากความหมายที่เรามอบให้มันเอง

ไม่ มีใครเดินเข้ามาประทับตรา "มีค่า" หรือ "ไร้ค่า" บนตัวคุณได้หรอก คุณเองนั่นแหละที่เป็นคนทำ คุณสร้างมันขึ้นมาเอง คุณเป็นคนตัดสินเอง คุณคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนดว่าคุณจะมีค่าหรือไม่ มันเป็นมุมมองของคุณ

ถ้าอย่างนั้น ทำไมคนเราถึงทำกับตัวเองอย่างนี้? ทำไมคนเราต้องสร้างเรื่องขึ้นมาว่าตัวเองไร้ค่า? มันเป็นธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ ซึ่งมีระบบป้องกันตัวเองที่จ้องแต่จะหาสิ่งผิดปกติ คุณสังเกตุไหมว่าพวกกระรอกไม่ต้องกังวลกับเรื่องเหล่านี้เลย? คุณพอจะนึกภาพกระรอกบอกกับตัวเองว่า "ฉันจะไม่สะสมลูกนัทเตรียมไว้สำหรับหน้าหนาวในปีนี้ให้มากนักเพราะฉันมันไร้ ค่า" ได้ไหม คงเป็นไปได้ยากหน่อย

เพราะ สัตว์ที่มีระดับสติปัญญาต่ำไม่เคยทำเรื่องแบบนั้นกับตัวเอง มีแต่สัตว์โลกที่มีวิวัฒนาการล้ำหน้าอย่างมนุษย์เท่านั้นแหละที่สามารถตั้ง ข้อจำกัดให้กับตนเองได้

หนึ่งในคติพจน์ของผมคือ "ถ้าต้นโอ๊กสูงร้อยฟุตมีความคิดและจิตใจเหมือนมนุษย์ มันก็คงจะสูงได้เพียงสิบฟุต!"

คำ แนะนำของผมก็คือ เนื่องจากการแต่งเรื่องของคุณขึ้นมาใหม่นั้นง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงความ รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า จงเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนเรื่องราวของคุณแทน มันได้ผลรวดเร็วและแน่นอนกว่ากันมาก ลองสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ที่ส่งเสริมตัวคุณเองและดำเนินชีวิตไปตามนั้น

โลกนี้มี เงินอยู่มากมาย นับล้านล้านดอลลาร์ มันมีอยู่ล้นเหลือและต้องไหลไปที่ไหนสักแห่ง และเมื่อมีคนไม่เต็มใจรับส่วนแบ่งของเขาหรือเธอ เงินส่วนนั้นก็ต้องตกไปเป็นของคนที่เต็มใจจะรับ

ผมจะสอนบทสวดภาวนาพิเศษที่ผมคิดขึ้น มันอาจดูเหมือนเรื่องเล่นๆ ก็จริง แต่บทเรียนที่ได้รับนั้นสำคัญยิ่ง บทสวดมีดังนี้

"ข้า แต่สวรรค์เบื้องบน...หากใครมีโอกาสได้รับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่พวกเขาไม่เต็มใจที่จะรับ โปรดส่งมันมาให้ฉันแทนด้วยเถอะ! ฉันเปิดกว้างและยินดีรับพรทุกประการจากท่าน ขอบคุณ"

ถ้า คุณมีวิธีหาเงินให้ได้มากๆ ก็จงมีเงินให้มากๆ เข้าไว้ สร้างฐานะให้ร่ำรวยแล้วช่วยเหลือคนที่ไม่มีโอกาสเหมือนอย่างคุณ ซึ่งนั่นฟังดูมีเหตุผลมากกว่าการเป็นคนถังแตกและไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ เลย

เมื่อคุณเปิดกว้างต่อการรับอย่างแท้จริง ชีวิตในด้านอื่นๆ ของคุณก็จะเปิดกว้างไปด้วยโดยปริยาย หลักการอีกข้อที่ผมใช่บ่อยๆก็คือ "วิธีที่คุณจัดการกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือวิธีที่คุณจัดการกับทุกๆ เรื่อง"

เมื่อ คุณกลายเป็นผู้รับเงินที่ยอดเยี่ยม คุณก็จะเป็นผู้รับที่ดีในทุกด้าน...และเปิดรับทุกอย่างที่สวรรค์ประทานมาให้ ในทุกๆ ด้านของชีวิต

สิ่งเดียวที่คุณต้องจำไว้ก็คือ การกล่าวคำว่า "ขอบคุณ" ทุกครั้งที่คุณได้รับพรอันประเสริฐทั้งหลาย


คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก
คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
คน จนพยายามทำแทบทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา พวกเขาเห็นปัญหาแล้วก็รีบวิง่หนี เรื่องน่าขันคือ การหลบเลี่ยงปัญหากลับทำให้พวกเขาต้องเผชิญปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด นั่นคือ การสิ้นเนื้อประดาตัวและความทุกข์ยาก

เคล็ดลับความสำเร็จไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา สิ่งที่คุณต้องทำคือ การพัฒนาตัวเองให้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าทุกๆปัญหา

ไม่ ว่าคุณจะรวยหรือจน ทำตัวยิ่งใหญ่หรือเล็กกระจิ๋ว จำไว้ว่าปัญหาไม่มีทางหายไปเองหรอก ถ้าคุณยังมีลมหายใจ คุณจะต้องเจอเจ้าสิ่งที่เรียกว่าปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตเสมอ

ขนาดของปัญหาไม่ใช่เรื่องสำคัญ...สิ่งที่สำคัญคือขนาด (ใจ) ของตัวคุณเองต่างหาก!

ถ้าคุณมีปัญหาในชีวิต นั่นหมายความว่าคุณกำลังทำตัวเล็กกระจ้อยร่อย

อย่า ปล่อยให้รูปลักษณ์ภายนอกหลอกตา โลกภายนอกของคุณเป็นเพียงภาพสะท้อนของโลกภายในตัวคุณ ถ้าคุณอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร จงเลิกให้ความสำคัญกับขนาดของปัญหา แล้วหันมาให้ความสำคัญกับขนาดของตัวคุณเองแทน!

ยิ่งคุณ สามารถรับมือกับปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถจัดการกับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น ยิ่งคุณสามารถรับผิดชอบได้มากแค่ไหน คุณก็จะบริหารลูกน้องได้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคุณสามารถดูแลลูกค้าได้มากเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถดูแลเรื่องเงินๆทองๆได้มากขึ้นเท่านั้น และในที่สุด คุณก็จะรับมือกับความมั่งคั่งได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ก็อีกเช่นเคย ความมั่งคั่งจะเพิ่มพูนได้ถึงระดับที่คุณเติบโตเท่านั้น! คุณ จึงควรตั้งเป้าหมายการพัฒนาตนเองให้ถึงจุดที่คุณสามารถจัดการกับปัญหาหรือ อุปสรรคในการสร้างฐานะ และรักษาระดับความมั่งคั่งไว้ได้เมื่อคุณร่ำรวยขึ้นมา

คนที่จนและไม่ ประสบความสำเร็จจะจมอยู่กับปัญหา พวกเขาเสียเวลาและพลังงานไปกับความรู้สึกหงุดหงิดและการพร่ำบ่น อย่าว่าแต่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีกเลย พวกเขาแทบไม่เคยสร้างสรรค์วิธีการใดๆ เพื่อแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

คน รวยไม่ถอยหนีจากปัญหา ไม่หลีกเลี่ยงปัญหา และไม่บ่นถึงปัญหา คนรวยเป็นนักรบทางการเงิน ซึ่งเราให้คำจำกัดความว่า "ผู้ที่สามารถพิชิตใจตนเองได้"