แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ MLM} MLMonline" Neolif aimstar amway attractio neolifen marketing aimstar amway attraction marketing monavie a espashop แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ MLM} MLMonline" Neolif aimstar amway attractio neolifen marketing aimstar amway attraction marketing monavie a espashop แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

คน และ จังหวะเวลา ของธนินทร์

ธนินท์ เจียรวนนท์ เชื่อว่า “คน” สำคัญที่สุด“

จะระบบดีอย่างไร มี Software ดีอย่างไร มีอุปกรณ์ทันสมัยอย่างไร สุดท้ายก็คน พูดไปอย่างไรก็ตาม ถึงสุดท้ายก็ต้องมาลงเอยที่คน

ในประสบการณ์ของผม บางครั้งโชคดี เราได้คนดี แต่ก็คงจะไม่มีโอกาสทุกครั้ง

มีทางเดียวครับ เราต้องวางแผนสร้างคน

การสร้างคน การทำโครงการทุกบริษัท มักจะว่าปีนี้ผมจะลงทุนเท่าไหร่ ผมจะมียอดขายเท่าไหร่

แต่ความจริงพวกเหล่านี้เป็นรอง เราต้องมีคนก่อน

เราจะทำอะไร เราต้องถามว่าเราจะทำธุรกิจอันนี้ เราต้องเตรียมคนพร้อมหรือยัง และต้องไม่ใช่คนเตรียมคนเดียว เก่งคนเดียว

ต้องเก่งทั้งทีม

มีทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน มีทั้งนักวิชาการ บริษัทยิ่งทำธุรกิจยิ่งกว้าง ยิ่งใหญ่ ทีมงานต้องยิ่งพร้อม ส่วนประกอบก็ต้องยิ่งมากขึ้น

ฉะนั้นในยุคสมัยนี้เขาเรียกว่ายุคข้อมูลสื่อสาร แต่ยังไงก็ตาม จะเป็นยุคอะไรก็ตามเราต้องวางแผนสร้างคน
และการสร้างคนเป็นการลงทุนที่สูงมาก แต่ทุกคนก็ไม่ค่อยไปสนใจ

“ถ้าเราสร้างคนใดคนหนึ่ง ตอนที่เขาไปเรียนปริญญาโท พ่อแม่อาจจะต้องส่งเงินให้ปีละถึง 2 ล้านบาท

แต่ เวลาจบแล้วเข้ามาสมัครงานในบริษัท นอกจากเขาไม่ต้องส่งเงินมาให้บริษัท บริษัทเรายังต้องให้เงินเดือนเขา แล้วก็ต้องไปคิดนะครับ ส่งเขาไปดูงานตรงโน้น ฝึกงานตรงนี้จนกว่า 6 เดือน หรือบางท่านเลย 6 เดือน ยังไม่ได้ทำผลงานให้กับบริษัท แต่บางท่านเก่งมาก

ถ้าขืนอยู่ต่อให้กับบริษัทคงจะสร้างเงินให้กับบริษัทเป็นหมื่นล้านก็ได้ เป็นแสนล้านก็ได้

แต่เพราะผู้นำมีแต่สร้างคน เลยไม่ได้ไปดู และทำให้คนที่ Active คนที่มี Power สูง คนที่มีพลังสูง อยากจะรีบแสดง...ลาออกไป”






คนรวยคบหาสมาคมกับคนที่มองโลกในแง่ดีและประสบความสำเร็จ
คนจนขลุกอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือไม่ประสบความสำเร็จ
คนที่ประสบความสำเร็จจะมองความสำเร็จของผู้อื่นเป็นเครื่องสร้างกำลังใจให้ตัวเอง เป็นต้นแบบในการเรียนรู้

พวกเขาจะบอกตัวเองว่า "ถ้าพวกเขาทำได้ ฉันก็ทำได้"

คน รวยรู้สึกขอบคุณที่คนอื่นๆ ประสบความสำเร็จล่วงหน้าไปก่อน เพราะพวกเขาจะได้มีแผนที่ไว้สำหรับเดินตามรอยทางสู่ความสำเร็จ ซึ่งง่ายกว่าการที่พวกเขาต้องลองผิดลองถูกเองทั้งหมด หลักการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลพร้อมให้ทุกคนหยิบไปประยุกต์ใช้กับ ตัวเองแล้ว

ตรงกันข้ามกับคนรวย เมื่อคนจนได้ยินเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่น พวกเขามักตัดสิน วิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียน และพยายามดึงคนเหล่านั้นลงมาอยู่ในระดับเดียวกัน คุณรู้จักคนประเภทนี้บ้างไหม?

แทบทุกคนถามคำถามเดียวกัน "ถ้าคนใกล้ชิดของเราไม่ยอมพัฒนาตัวเองแถมยังฉุดเราให้ต่ำลงด้วยล่ะ?"

คำตอบที่ผมมอบให้ประการแรกคือ อย่าเสียเวลาชักจูงคนที่มองโลกในแง่ร้ายให้เปลี่ยนแปลงตนเองหรือชวนเขามาร่วมสัมมนาด้วย

มัน ไม่ใช่หน้าที่ของคุณ หน้าที่ของคุณคือการใช้สิ่งที่คุณได้เรียนรู้มาปรับปรุงตัวเองและชีวิตคุณ ให้ดีขึ้น จงทำตัวเป็นแบบอย่าง จงประสบความสำเร็จและมีความสุข...บางที...ผมขอย้ำว่าบางที...เขาอาจเห็นแสง สว่าง (ในตัวคุณ) และต้องการมันบ้าง

ข้อ สอง ผมอยากให้คุณจำหลักการสำคัญอีกข้อหนึ่งให้ขึ้นใจ "ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง และเหตุผลนั้นก็มีไว้เพื่อสนับสนุนฉัน"

ใช่ มันยากมากที่จะคิดอะไรในแง่ดีและมีสติดเมื่อถูกรายล้อมด้วยผู้คนที่คิดไม่ดีและสถานการณือันเลวร้าย แต่นั่นคือบททดสอบ!

เหมือน เหล็กที่ย่อมกล้าแกร่งขึ้นเมื่อผ่านเปลวไฟ ถ้าคุณจริงจังกับจุดมุ่งหมายขณะที่คนรอบตัวเฝ้าแต่กังขาหรือแม้กระทั่งส่ง เสียงคัดค้าน คุณก็จะยิ่งก้าวไปได้อย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น

"ไม่มีสิ่งใดมีความหมายนอกจากความหมายที่เรามอบให้มันเอง"

ใน ความคิดของผม โลกนี้มีคนกว่าหกพันสามร้อยล้านคน แล้วเรื่องอะไรผมจะต้องมานั่งจมปลักกับคนที่คอยบั่นทอนกำลังของผมอยู่ตลอด เวลา ถ้าพวกเขาไม่ฉุดตัวเองขึ้นมา ผมก็ขอก้าวต่อไป!

"สิ่ง สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณรู้อะไร แต่อยู่ที่คุณรู้จักใครต่างหาก" ดังนั้นผมขอบอกคุณไว้เลยว่า "ถ้าคุณอยากจะบินกับฝูงอินทรี อย่าไปว่ายน้ำกับฝูงเป็ด!"

คนรวยชอบคบหากับผู้ชนะ คนจนคลุกคลีกับผู้แพ้ ทำไม? มันเป็นเรื่องของความสบายใจ คนรวยสบายใจที่ได้คบหากับผู้ที่ประสบความสำเร็จคนอื่นๆ พวกเขารู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันมีคุณค่า คนจนจะรู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ใกล้ผู้ประสบความสำเร็จมากๆ พวกเขากลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับหรือไม่ก็รู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทาง ดังนั้น เพื่อปกป้องตัวเอง ตัวตนของพวกเขาจึงเลือกที่จะตัดสินและวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่ประสบความสำเร็จ คนอื่นๆ

ถ้าคุณอยากร่ำรวย คุณต้องปรับปรุงแผนผังการเงินภายในหัวคุณให้เชื่อออกมาจากสุดขั้วหัวใจว่า คุณเองก็มีดีไม่น้อยไปกว่าเศรษฐีเงินล้านพวกนั้นเลย

แทนที่จะเย้ยหยันคนรวย จงเอาพวกเขาเป็นแบบอย่าง แทนที่จะหลบหน้าจากคนรวย จงเข้าไปทำความรู้จัก

จงพูดว่า "ถ้าพวกเขาทำได้ ฉันก็ทำได้"













คนรวยทุ่มเทเพื่อความรวย คนจนแค่อยากรวย

คนรวยทุ่มเทเพื่อความรวย
คนจนแค่อยากรวย
ถามคนส่วนใหญ่ดูสิว่าพวกเขาอยากรวยไหม พวกเขาจะมองหน้าคุณเหมือนเห็นคนสติไม่ดี "แน่นอน ฉันอยากรวย" พวกเขาจะตอบอย่างนี้

ทว่า ความจริงก็คือคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากรวยจริงๆหรอกครับ

เพราะอะไรน่ะหรือ?
เพราะพวกเขามีข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับความร่ำรวยซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก ซึ่งบอกว่าการเป็นคนรวยเป็นเรื่องที่ผิด


"ฉันจะไม่มีวันรู้เลยว่าคนอื่นชอบฉันที่ตัวฉันหรือเงินของฉัน"
"ฉันต้องเสียภาษีอานและต้องจ่ายเงินครึ่งหนึ่งของฉันให้รัฐบาล"
"ต้องทำงานหนักเกินไป"
"เสียสุขภาพแย่"
"ทุกคนคงอยากไถเงินฉัน"
"ฉันอาจถูกปล้น"
"เดี๋ยวลูกๆฉันโดนลักพาตัว"
"มัน ต้องรับผิดชอบมากเกินไป ฉันต้องบริหารเงินทั้งหมดนั่น ต้องทำความเข้าใจเรื่องการลงทุนให้กระจ่าง ต้องกังวลเรื่องกลยุทธ์ทางภาษีและการปกป้องทรัพย์สิน และต้องจ้างนักบัญชีกับทนายแพงๆมาช่วยดูแล เฮ้อ ยุ่งยากชะมัด"
และอีกสารพัดสารเพ...

ลอง คิดแบบนี้ก็ได้ครับ สวรรค์ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" ก็คล้ายแผนกส่งของตามสั่ง ที่ทำหน้าที่ส่งผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆมาให้คุณอย่างต่อเนื่อง คุณ "สั่ง" ด้วยการส่งคลื่นความคิดไปยังสวรรค์ ผ่านความเชื่อที่เด่นชัดที่สุดของคุณ ด้วยกฎแห่งแรงดึงดูด สวรรค์จะตอบตกลงและบันดาลทุกอย่างให้เป็นไปตามที่คุณต้องการ แต่ถ้าแฟ้มข้อมูลของคุณมีความสับสนปนเป สวรรค์ก็จะไม่เข้าใจว่าคุณอยากได้อะไรกันแน่

ตอน แรกเมื่อสวรรค์ได้ยินว่าคุณอยากรวย สวรรค์ก็จะเริ่มส่งโอกาสแห่งความมั่งคั่งมาให้คุณ แต่เมื่อได้ยินคุณบอกว่า "คนรวยโลภมาก" สวรรค์จะช่วยให้คุณมีเงินน้อย จากนั้นคุณก็คิดว่า "การมีเงินมากๆ จะช่วยให้ชีวิตรื่นรมย์ขึ้นเยอะเลย" และแล้วสวรรค์ที่น่าสงสาร ซึ่งทั้งสับสนและมึนงง ก็จะเริ่มส่งโอกาสทางการเงินครั้งใหม่มาให้ วันต่อมาคุณอยู่ในอารมณ์เซ็งๆ และคิดว่า "เงินไม่ได้สำคัญขนาดนั้นสักห่อย" สวรรค์ที่กำลังหงุดหงิดจึงได้แต่กรีดร้องว่า "ตัดสินใจซะทีสิ! ข้าจะให้สิ่งที่เจ้าต้องการ แค่บอกซะทีว่าจะเอาอะไรกันแน่"

เหตุผลอันดับแรกที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร

คน รวยรู้อย่างแน่ชัดว่าตัวเองต้องการความมั่งคั่ง พวกเขาไม่โลเลไปมา พวกเขามุ่งมั่นเต็มที่ที่จะสร้างฐานะ ตราบใดที่มันถูกกฎหมาย ถูกศีลธรรม และถูกจรรยาบรรณ พวกเขาจะทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำเพื่อความร่ำรวย คนรวยไม่ส่งสารอันสับสนสู่สวรรค์ มีแต่คนจนเท่านั้นที่ทำกัน

(ขณะ ที่คุณอ่านย่อหน้านี้ ถ้าเสียงเล็กๆในหัวคุณแย้งขึ้นทำนองว่า "คนรวยไม่สนหรอกว่าจะถูกกฎหมาย ถูกศีลธรรม และถูกจรรยาบรรณหรือเปล่า" แสดงว่าคุณทำถูกแล้วที่อ่านหนังสือเล่มนี้ คุณจะค้นพบในไม่ช้าว่าวิธีคิดแบบนั้นเป็นตัวบ่อนทำลายตนเองอย่างร้ายกาจ)

ผมรู้ว่ามันยากที่จะเชื่อ แต่คุณจะได้ในสิ่งที่คุณต้องการเสมอ...สิ่งที่จิตใต้สำนึกของคุณต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่คุณพูดว่าต้องการ

คุณสังเกตไหมว่าความอยากไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ "การมี" เสมอไป

ลอง สังเกตอีกอย่างว่าความอยากโดยไม่ได้มันมาจะนำไปสู่ความอยากมากยิ่งขึ้น ความอยากจะกลายเป็นนิสัยและนำไปสู่ความอยากได้อยากมีอย่างไร้จุดจบ กลายเป็นวังวนที่ไม่คืบหน้าไปไหน ลองคิดดูง่ายๆก็แล้วกัน คนเป็นพันๆ ล้านอยากร่ำรวย แต่มีไม่กี่คนหรอกที่รวย

"ฉันมุ่งมั่นที่จะเป็นคนรวย"

คำจำกัดความของคำว่า มุ่งมั่น คือ "การทุ่มเทแบบไม่มียั้ง"

ซึ่ง หมายถึงการลงแรงลงใจเต็มที่ ทุ่มเททุกสิ่งที่คุณมีเพื่อความมั่งคั่ง มันหมายถึการเต็มใจทำทุกอย่างที่ต้องทำด้วยเวลาทั้งหมดที่คุณมี นี่คือวิถีทางของนักรบ ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีคำว่าถ้า ไม่มีคำว่าแต่ ไม่มีคำว่าบางที...และความล้มเหลวก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

วิถีทางของนักรบคือ "ฉันต้องรวยหรือไม่ก็พยายามจนขาดใจตายกันไปข้างหนึ่ง"

เอาเข้าจริงคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมุ่งมั่นที่จะเป็นคนรวย ถ้าคุณถามพวกเขาว่า "คุณจะกล้าพนันไหมว่าภายในสิบปีข้างหน้าคุณจะรวย?" คนส่วนใหญ่จะบอกว่า "ไม่มีทาง!" นั่นคือความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจน การไม่ยอมทุ่มเทที่จะเป็นคนรวยนั่นแหละที่ทำให้พวกเขาไม่รวยเสียที และมีแนวโน้มว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยด้วย

(เสริมนะคะ : ข้อนี้คุณตัน โออิชิ เป็นคนนึงที่กล้าประกาศตัวออกมากับเพื่อนๆตั้งแต่สมัยที่เค้ายังไม่มีอะไร เลย ทำนองว่า "อีก 10 ปีข้างหน้าเมื่อเรากลับมาเจอกัน เค้าจะต้องเป็นคนที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จให้ได้" จนกระทั่งในที่สุดก็กลายมาเป็น "ตัน โออิชิ" อย่างที่เรารู้จักกันค่ะ หรืออย่าง Jim Carrey สมัยที่ยังไม่ดัง ก็เขียนเช็คล่วงหน้าให้ตัวเองเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก และประกาศว่านี่คือค่าตัวที่เค้าจะต้องได้ จากนั้นก็พกเช็คใบนั้นไว้ติดตัว จนในที่สุดทุกวันนี้เค้าก็สามารถได้ค่าตัวหลายสิบล้านดอลล่าร์ มากกว่าที่เค้าเคยเขียนไว้ซะอีก)


คนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จด้านการเงินมักมีข้อจำกัดว่าพวกเขาจะยอมทำแค่ไหน ยอมเสี่ยงแค่ไหน และยอมสละแค่ไหน

การ เป็นคนรวยต้องอาศัยความตั้งใจ ความกล้า ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความพยายามแบบ 100% ทัศนคติแบบไม่ยอมแพ้ และแน่นอน วิธีคิดแบบคนรวย นอกจากนี้คุณยังต้องเชื่ออย่างหมดใจว่าคุณสามารถสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาได้ ด้วยตัวเอง และนั่นเป็นสิ่งที่คุณสมควรได้รับอย่างแท้จริง

หนึ่ง ในข้อเขียนสุดโปรดของผมเป็นของ ดับเบิ้ลยู เอช เมอร์เรย์ ซึ่งเขียนขึ้นระหว่างการสำรวจเทือกเขาหิมาลัยในครั้งแรกๆ เนื้อความส่วนหนึ่งมีดังนี้

"ชั่วขณะที่ เรามุ่งมั่นทุ่มเทอย่างเต็มที่ โชคชะตาก็จะเข้าข้างเรา เหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นผลจากการตัดสินใจทุ่มเทจะเรียงรายเข้ามา เอื้ออำนวยปัจจัยที่ไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้า การพบปะผู้คน และความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม ซึ่งไม่มีใครหน้าไหนเคยฝันว่ามันจะมาถึง"

สวรรค์จะช่วยเหลือคุณ นำทางคุณ สนับสนุนคุณ หรือแม้กระทั่งสร้างปาฏิหารย์ให้เกิดกับคุณ แต่ก่อนอื่น คุณต้องมีความมุ่งมั่นมากพอ