amonsri.blogspot.com ทำธุรกิจ กับ อมรศรี โทร 087 1631556
หน้าเว็บ
หน้าแรก
สั่งซื้อสินค้า ราคา
ผลิตภัณฑ์ล้างพิษในร่างกาย
ผลิตภัณฑ์เสริมสร้างและบำรุงร่างกาย
ผลิตภัณพ์ควบคุมน้ำหนัก
ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน
ผลิตภัณฑ์เครื่องฟอกอากาศ
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
P D R
กลุ่มสินค้า
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ
ืำneolife
แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ
ืำneolife
แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555
การสมัครอีเมล์ Email และรับส่งอีเมล์
วิธีสมัครอีเมล์
วิธีรับส่งอีเมล์
การรับส่งอีเมล์(จดหมายอีเลคโทรนิค) ทำให้รวดเร็วสะดวก ประหยัด เชื่อว่าหลายคนยังไม่ทราบและเข้าใจส่วนคนที่รู้แล้วก็ผ่านไปได้เลย
เอามาฝากทุกคน
วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555
Wellness Industry
คุณพร้อมที่จะจ่ายเงินเท่าไหร่
เพื่อหยั่งรู้อนาคต
แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ...
คุณจะสร้างประโยชน์อะไรได้หรือไม่ ถ้าหากคุณล่วงรู้อนาคตแล้ว
หรือ
คุณเพียงแค่จะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป?
หุ้นที่น่าจะขายออกไป
ที่ดินที่น่าจะซื้อไว้
หรือโอกาสที่น่าจะไขว่คว้าไว้ แต่คุณก็ปล่อยมันหลุดมือไป... แล้วอีกนานแค่ไหน จึงจะมีโอกาสดีๆ อีกครั้ง?
นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของคุณ
... ลองมาดูสิ่งต่อไปนี้
ในทุกๆ ทศวรรษ จะมีสิ่งใหม่ๆ ที่พลิกโฉมหน้าของยุค เช่น...
ในช่วงทศวรรษที่ 70 เป็นยุคของเตาไมโครเวฟ
ในช่วงทศวรรษที่ 80 เป็นยุคของเครื่องเล่นวีดีโอเทป
ในช่วงทศวรรษที่ 90 เป็นยุคแห่งคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต
คน ที่ไขว่คว้าโอกาสในทศวรรษที่ 80 ไว้ได้กลายเป็นเศรษฐีในเวลาต่อมา ส่วนคนที่ใช้โอกาสในทศวรรษที่ 90 สร้างธุรกิจ ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นมหาเศรษฐีในเวลาต่อมาเช่นเดียวกัน
แล้วคุณคิดว่ามีโอกาสอะไรบ้างในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้?
ใน หนังสือ "The Next Trillion" ซึ่งเป็นหนังสือขายดี เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Paul Zane Pilzer ได้กล่าวไว้ว่า ภายในปี 2010 อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ จะทำเงินเพิ่มขึ้นให้ระบบเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาได้ถึง
1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
เพราะมันเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ชะลอความแก่ชรา และเสริมสร้างภูมิป้องกันโรค เมื่อมาดูจากข้อมูลแล้ว ยอดขายในอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพเมื่อ 2 ทศวรรษก่อนนั้นแทบจะไม่มีเลย แต่ ณ วันนี้มันมีมูลค่าถึง
2 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
ซึ่งเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของตลาดรถยนต์ในอเมริกา แต่ภายในปี 2010 มูลค่ารวมจะพุ่งขึ้นเป็น
1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
นั่นหมายถึง การเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง
500 %
อะไรเป็นปัจจัยต่อการเจริญเติบโตอันน่าอัศจรรย์นี้? ปัจจัยอะไรที่สามารถทำให้มั่นใจได้เช่นนี้?
ด้วยคำๆ นี้
"เบบี้ บูมเมอรส์(Baby Boomers)"
ซึ่งเป็นคำที่เราคุ้นเคยกันมากว่า 20 ปี และยังเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากว่า 20 ปี นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะขณะนี้คนกลุ่มนี้มีอายุระหว่าง 37-55 ปี มีรายได้ในระดับสูง มีเงินออม และมีอำนาจในการซื้อที่สูง กลุ่มเบบี้บูมเมอรส์ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีบ้าน มีรถยนต์ มีคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ตใช้อย่างแพร่หลาย มูลค่าสินทรัพย์ของเขาเหล่านี้รวมแล้วสูงถึงประมาณ
5 ล้านล้านเหรียญ
จากมูลค่าระบบเศรษฐกิจรวม
10 ล้านล้านเหรียญ
ถึงแม้กลุ่มเบบี้บูมเมอรส์จะมีจำนวนเพียง
30 %
ของประชากร แต่กลับสร้างมูลค่าถึง
50 %
ของผลผลิตมวลรวมในชาติ ที่สำคัญไปกว่านั้น เขาจะเป็นกลุ่มคนที่เพิ่มปริมาณการใช้จ่ายอีก
1 ล้านล้านเหรียญ(รวมกับ 5 ล้านล้านเหรียญเดิม)
เพื่อใช้ในการซื้อหาสิ่งที่นอกเหนือไปจากบ้าน รถยนต์ หรือคอมพิวเตอร์ นั่นคือเขาจะแสวงหา
"ความเป็นหนุ่มสาว ชะลอความแก่ชรา สุขภาพที่ดี ความเป็นอยู่ที่ดี"
ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่จะพลิกโฉมหน้าธุรกิจของยุคอีกครั้ง
ในอีก 10 ปีข้างหน้า กลุ่มเบบี้บูมเมอรส์ จะใช้จ่ายเพื่อบริการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก
2 แสนล้านเหรียญ
วันนี้ ไปเป็น
1 ล้านล้านเหรียญ
นั่นหมายถึง
2 พัน 7 ร้อยล้านเหรียญต่อวัน
หรือ
114 ล้านเหรียญต่อชั่วโมง
หรือ
1 ล้าน 9 แสนเหรียญต่อนาที
เมื่อเราได้มองเห็นแนวโน้มแห่งอนาคตนี้แล้ว ผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมกับโอกาสนี้ คงมีทางเลือกอยู่
4 ทาง
คือ
1.
การเป็นผู้ประกอบการ(Practitioner)
เช่น แพทย์, สถานกายภาพบำบัด, สถานบริการเพื่อสุขภาพ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณมีเวลามากพอ มีเงินทุนที่จะเรียน และแข่งกับบริษัทประกันได้ และ...ถ้าคุณเต็มใจแลกเวลากับเงิน
2.
การเป็นผู้ผลิต(Manufacturer)
ก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้าคุณมีเงินหลายๆ ล้าน เพื่อลงทุนสร้างโรงงาน จดทะเบียนต่างๆ และเพื่อการขนส่งสินค้า
3.
การค้าปลีก(Retailer)
ก็ นับว่าเป็นโอกาสที่ดี ถ้าคุณเต็มใจจ่ายค่าแฟรนไชส์(เหมือน 7-11) และทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ ยอมจ่ายค่าโฆษณา สินค้าคงคลัง และปัญหาเรื่องลูกจ้าง
4.
การเป็นผู้จัดจำหน่าย(Distributor)
ซึ่งเราพบว่า ผู้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใน 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ล้วนเป็นผู้ที่พบหนทางใหม่ ในการจัดจำหน่ายมากกว่าที่จะพบวิธีการผลิตใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น
แซม วอลตัน แห่งวอลมาร์ท
,
สมิธ แห่งเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส
และ
เจฟ เบซอส แห่งอะเมซอนดอทคอม
สิ่งที่เหมือนกันของทั้ง 3 คนคือ เขาเป็นผู้จัดจำหน่ายได้พบวิธีใหม่ในการกระจายสินค้าที่ผู้บริโภครู้จัก และมีความต้องการอยู่แล้ว
แล้วทางเลือกไหนน่าสนใจที่สุด?
ลองพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมในเชิงสถิติจากวิดิโอต่อไปนี้(เพราะสถิติไม่เคยโกหกใคร)
คุณพร้อมแล้วหรือยัง? คุณจะสนใจหรือไม่?
หากธุรกิจนี้...
1. เป็นธุรกิจที่การเริ่มต้นไม่ยุ่งยากมาก เริ่มต้นด้วยเงินทุนที่ต่ำ แต่ผลกำไรมาก
2. เป็นธุรกิจที่มีโอกาสขยายโดยเพิ่มสาขาได้ง่าย และสามารถขยายไปได้ทั่วโลก
3. เป็นโครงสร้างของการตลาดแนวใหม่
4. ทำให้คุณมีเวลากับครอบครัวมากขึ้นในอนาคต
5. เปิดโอกาสให้คนรอบข้างของคุณที่มีเงินทุนจำกัด สามารถลงทุนร่วมธุรกิจกับคุณได้
เราเรียกธุรกิจนี้ว่า
ธุรกิจเครือข่าย(Network Marketing)
ซึ่งเป็นธุรกิจที่ สองมหาเศรษฐีระดับโลกของอเมริกาคือ
Robert T Kiyosaki
และ
Donald Trump
ได้กล่าวถึงไว้ในหนังสือ
WHY WE WANT YOU TO BE RICH (ชวนคุณให้รวย)
ว่า...
"ใครก็ตามที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ให้เริ่มด้วยการทำ Network Marketing"
ธุรกิจ Network Marketing ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ?
มันจะเป็นไปได้หรือ?
ก่อนจะตัดสินว่าเป็นไปได้...หรือ...เป็นไปไม่ได้ เรามีข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่ง ที่จะบอกกับคุณว่า
"ทุกวันนี้ คุณเองก็เกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่ายอยู่แล้ว
"
บทความที่เก่ากว่า
หน้าแรก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)